วาเลนไทน์เดย์

ปฏิทิน

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่

 ข้อมูลท่องเที่ยว การเดินทาง แผนที่ดอยอ่างขาง ที่พักดอยอ่างขาง

ดอยอ่างขาง

ดอยอ่างขาง  เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศเหนือ 137 กม. แยกซ้ายเข้าไปอีก 25 กม.  ดอยอ่างขางเป็นเทือกดอยสูงติดกับสันเขาพรมแดนประเทศพม่า จุดเด่นที่นักท่องเที่ยวไปเยือนดอยอ่างขางคือการไปเที่ยวชมดอกไม้เมืองหนาวภายโครงการฯ  สถานีเกษตรดอยอ่างขางได้รับการจัดตั้งเมื่อปี 2512 ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อวิจัยพืชเมืองหนาวเพื่อส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกทดแทนฝิ่นและหยุดการทำลายป่า  ดอยอ่างขางมีลักษณะเป็นแอ่งที่ราบในหุบเขาลักษณะเหมือนท้องกะทะหรือเหมือนอ่าง อยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 1,400 เมตร   ภายในโครงการมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาก เช่น แปลงปลูกไม้ดอกไม้ประดับกลางแจ้ง  แปลงปลูกไม้ในร่ม  แปลงทดลองกุหลาบ แปลงปลูกผัก แปลงปลูกผักในร่ม สวนท้อ สวนบ๊วย ป่าซากุระ ป่าเมเปิล พระตำหนักอ่างขาง  รายละเอียดและจุดเด่นของแต่ละสถานที่ดังจะกล่าวในหัวข้
ต่อไป


กสิกรไทยร่วมกับทอท.พัฒนาบริการชำระเงินผ่านทางอินเตอร์เน็ต

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล (ขวา) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และ นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ (ซ้าย) กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวเปิดให้บริการรับแสดงใบแจ้งหนี้การค้าและชำระเงินทางอินเตอร์เน็ต ผ่านระบบ Cash Connect บนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระเงินแก่คู่ค้าหรือลูกค้าของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ณ อาคารสำนักงานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเร็วๆ นี้

กสิกรไทย ท่าอากาศยานไทย

นักเรียนไทยซิวเหรียญทองฟิสิกส์ยกทีม

5เด็กนร.เจ๋ง กวาด 5 เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิกที่กรุงซาเกรบ ประเทศโครเอเชีย ถือเป็นครั้งแรกที่เยาวชนไทยจากร.ร.เตรียมอุดมศึกษาและมหิดลวิทยานุสรณ์ ยกทีมครองแชมป์ เผยเทคนิคเพียงตั้งใจเรียนในห้อง หมั่นฝึกฝนทำการทดลอง ที่สำคัญต้องค้นหาทำในสิ่งที่ชอบและถนัดความสามารถของเยาวชนไทย...
 
ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนางพรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ว่า สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้คัดเลือกและจัดส่งผู้แทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ปี 2553 จำนวน 5 คน ณ กรุงซาเกรบ ประเทศโครเอเชีย ระหว่างวันที่ 17-25 ก.ค. ปรากฏว่าผู้แทนประเทศไทยคว้าเหรียญทองมาได้ทุกคน
นางพรพรรณกล่าวว่า เยาวชนที่เป็นตัวแทนประเทศไทยไปสร้างชื่อบนเวทีแข่งขันทางวิชาการระดับ นานาชาติในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายนครินทร์ โลหิตศิริ นักเรียน ชั้น   ม.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นายชยากร พงษ์ศิริ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม นายสิรภัทร จงอร่ามรุ่งเรือง นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม นายอิสระพงศ์ เอกสินชล นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม และนายวีรภัทร พิทยครรชิต โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ทั้ง 5 คน สามารถพิชิตได้ถึง 5 เหรียญทอง ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้แทนเยาวชนไทยทุกคนสามารถครองเหรียญทอง ในวิชาฟิสิกส์ที่ถือเป็นวิชาที่ยาก โดยการแข่งขันครั้งนี้มีคณะอาจารย์ที่ร่วมเดินทางประกอบด้วย รศ.สุวรรณ คูสำราญ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นหัวหน้าทีม ผศ.ดร.ปิยพงษ์ สิทธิคง จากมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นรองหัวหน้าทีม ผศ.ดร.รัชภาคย์ จิตต์อารี จากมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ช่วยหัวหน้าทีม ผศ.ดร.โศจิพงษ์ ฉัตราภรณ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ช่วยหัวหน้าทีม และอาจารย์ราม ติวารี จาก สสวท. เป็นผู้จัดการทีม ทั้งนี้ คณะผู้แทนประเทศไทยจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 26 ก.ค. เวลา 14.20 น. เที่ยวบิน OS 025
ด้านนายนครินทร์ หรือเก่ง 1 ใน 5 คน ที่คว้าเหรียญทอง ให้ความเห็นว่า เรื่องการสอนวิทยาศาสตร์นั้นคุณครูควรสอนเด็กๆให้เข้าใจถึงแก่นและเนื้อหาสา ระนั้นๆ โดยอาจมีการทดลองหรือปรากฏการณ์ที่เห็นได้ทั่วไป หรือน่าตื่นเต้นมากระตุ้นความสนใจเด็กจะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น หรือเปลี่ยนความคิดมาชอบวิทยาศาสตร์ก็ได้ ส่วนเป้าหมายในอนาคตอยากจะทำวิจัยทางด้านฟิสิกส์ และเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
ขณะที่นายชยากร หรือตุลย์ กล่าวว่า สนุกกับการเรียนรู้ฟิสิกส์ โดยเฉพาะภาคปฏิบัติเพราะไม่น่าเบื่อ ชอบที่จะทดลองต่างๆ   เมื่อสอบผ่านการคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยครั้งนี้ รู้สึกดีใจมาก และพยายามเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการฝึกฝนทำโจทย์บ่อยๆ รวมทั้งเตรียมด้านจิตใจด้วย ส่วนเทคนิคก็เพียงตั้งใจเรียนในห้องเรียนให้ดีที่สุด เวลาว่างก็พักผ่อน ดูโทรทัศน์เหมือนเด็กทั่วๆไป ก่อนไปแข่งขันได้เตรียมใจและฝึกฝนเต็มที่
ส่วนนายสิรภัทร หรือป้อม เผยว่า ความสำเร็จของรุ่นพี่ๆ เป็นแรงบันดาลใจให้สมัครเข้าโครงการนี้บ้าง และบอกกับตัวเองว่าอยากทำให้ได้ เมื่อผ่านการสอบเข้าสู่ค่ายโอลิมปิกวิชาการทำให้รู้สึกแข็งแกร่งทั้งด้าน สมองและจิตใจ ซึ่งเรียนรู้ฟิสิกส์แล้วรู้สึกสนุก ได้คิดวิเคราะห์ ไม่ต้องท่องจำ วิชาฟิสิกส์เปิดมุมมองโลกทัศน์ทำให้มองสิ่งต่างๆด้วยมุมมองที่เป็น วิทยาศาสตร์ เข้าใจกฎของธรรมชาติมากขึ้น  สามารถนำมาสร้างเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ๆได้
นายอิสระพงศ์ หรือปริ๊นซ์ ซึ่งปีที่แล้วคว้ารางวัลเหรียญเงินจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่าง ประเทศที่เม็กซิโกมาก่อน ให้ความเห็นว่า การจะเรียนให้ได้ดีนั้นที่สำคัญต้องค้นหาตัวเองให้พบว่าชอบหรือถนัดด้านใด มากที่สุด แล้วมุ่งมั่นเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำหรับคุณครูก็มีส่วนสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กมาก ซึ่งอนาคตตั้งใจจะกลับมาเป็นนักวิจัยใช้ความรู้ที่มีรับใช้ชาติ ตอบแทนคุณแผ่นดินเกิด
สำหรับนายวีรภัทร หรือวี เป็นอีกคนที่ปีที่แล้วคว้าเหรียญเงินจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกจาก เม็กซิโกเช่นกัน เผยเคล็ดลับการเรียนว่า ให้ค้นหาความชอบและความฝันของตัวเอง ข้อสำคัญอย่ามัวแต่คิดว่าจะทำ แต่ ขอให้ลงมือทำจริงๆด้วยความตั้งใจ และถ้าผิดพลาดก็ควรปล่อยวางสิ่งที่ผ่านไป เช่น ถ้าผลสอบออกมาไม่ได้ อย่างที่หวังก็ไม่ควรมานั่งเศร้า ส่วนสิ่งที่ยังไม่เกิดก็ไม่ควรกังวลเพราะทำให้เครียดเปล่าๆ สำหรับอนาคตตั้งเป้าหมายเป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์ในมหาวิทยาลัยและทำวิจัยพัฒนา ด้านนี้ไปด้วย


ทีมา : http://www.azooga.com/content_detail.php?cno=865

กสทและกลุ่มทรูบรรลุข้อตกลงซื้อฮัทชิสัน นำประเทศไทยก้าวสู่ยุค 3G

กสท โทรคมนาคม และ กลุ่มบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น บรรลุข้อตกลงกรณีซื้อหุ้นในกลุ่มฮัทชิสัน เดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมบริการ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวไทย  ให้สามารถเข้าถึงความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร ได้อย่างทัดเทียมกัน มั่นใจเปิดให้บริการ 3G บนเทคโนโลยี HSPA ทั่วประเทศภายใน 2 ปี
นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า วันนี้ กสท. และ ทรู บรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทในกลุ่มฮัทชิสัน ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้  ถือเป็นโอกาสที่ดีที่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไป  ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงความรู้ ข้อมูลข่าวสารด้วยเทคโนโลยี  3G ทั้งที่เป็นระบบ CDMA และระบบ HSPA  ซึ่งจะทำให้ กสท. สามารถก้าวสู่การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รูปแบบใหม่  ด้วยเทคโนโลยี 3G อย่างเต็มรูปแบบ  มั่นใจว่า คนไทยจะได้รับประโยชน์จากความร่วมมือในครั้งนี้อย่างแน่นอน โดยจะสามารถเปิดให้บริการ 3G ได้ทันที และ   ครอบคลุมทั่วประเทศได้ภายใน 2 ปี

นายศุภชัย  เจียรวนนท์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น  กล่าวว่า  ความสำเร็จจากการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทในกลุ่มฮัทชิสันในครั้งนี้  จะทำให้ทรูเดินหน้าให้บริการ 3G ในระบบ CDMA และระบบ HSPA  ร่วมกับ กสท โทรคมนาคม ซึ่งจะเริ่มดำเนินการได้ทันที ด้วยอุปกรณ์โครงข่ายภายใต้สัญญาสัมปทานของทรูมูฟ   และสำหรับลูกค้าในระบบ CDMA ยังคงสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง  รวมทั้งสามารถอัพเกรดใช้ระบบ HSPA เมื่อมีการวางโครงข่ายเรียบร้อยแล้ว
เทคโนโลยี 3G


จากภาพ:  บมจ กสท โทรคมนาคม โดย นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่  (ที่ 2 จากขวา) และ นายบรรณสาร จันทร์สมศักดิ์ รองประธานกรรมการ  คณะกรรมการบริษัท (ขวาสุด) ร่วมกับ กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย นาย ศุภชัย เจียรวนนท์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มทรู (ที่ 2 จากซ้าย)  และ นายอธึก อัศวนันท์  รองประธานกรรมการ และหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกฎหมาย (ซ้ายสุด) ในพิธีลงนามในสัญญาการเข้าซื้อบริษัทในกลุ่มฮัทชิสัน
(กรุงเทพฯ  27 มกราคม 2554 )

ที่มา : http://www.azooga.com/content_detail.php?cno=913

วิตามินเพื่อความงาม




          ชีวิตที่เร่งรีบ ต้องทำงานแข่งกับเวลา อาจทำให้เราลืมคิดถึงคุณค่าของสารอาหารจากอาหารจานด่วน ที่เรารีบ ๆ คว้าใส่ท้อง ซึ่งอาหารเหล่านี้ อาจทำให้คุณขาดสารอาหารบางชนิด โดยเฉพาะวิตามินซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับสุขภาพของผิวพรรณ และยังช่วยให้มีสุขภาพดีอีกด้วย


ที่มา  : http://www.numwan.com/health/view.asp?


 
วิตามิน 3 ตัวเอก ที่ช่วยให้ผิวพรรณของผู้หญิงเราสดใส เปล่งปลั่ง ก็คือ วิตามินเอ ซี และอี
วิตามินเอ จะช่วยสร้างผิวใหม่ที่แข็งแรง และชุ่มชื้น ผิวจึงเปล่งปลั่งสดใสเสมอ ถ้าอยากตาสวย ผิวเนียนนุ่มสดใส ต้องหมั่นรับประทาน ผักสด แครอท ฟักทอง มะละกอสุก ตับ ไข่แดง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่มีวิตามินเอสูง
วิตามินซี ช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตของผิวพรรณ เมื่อเซลล์ผิวทำงานดีขึ้น ผิวจะดูมีสุขภาพดี และเรียบเนียนขึ้นด้วย วิตามินซียังช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว ลดจุดด่างดำ และยังช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวร่วงโรย วิตามินซีมีมากในส้ม มะนาว มะเขือเทศ สับปะรด ฝรั่ง มะขาม และสตรอเบอร์รี่
วิตามินอี เป็นสารแอนตี้ออกซิแด้นท์ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะ ช่วยต่อต้านริ้วรอย วิตามินอีมีมากในธัญพืชต่าง ๆ เมล็ดทานตะวัน ถั่วเหลือง งา ข้าวซ้อมมือ
เพียงคุณปรับเปลี่ยนอาหาร เพิ่มวิตามินเพื่อความงามให้กับมื้ออาหารของคุณ คุณก็สามารถสวยแบบลืมวัย ลืมอายุไปได้เลย และหากได้ยืดเส้นยืดสายหลังเลิกงานกันบ้าง ปรับจิตใจให้สดชื่น มองโลกในแง่ดี และรู้จักการผ่อนคลายความเครียด คุณก็จะสวยสดใสแบบสาวสุขภาพดีแน่นอน

กินบะหมี่สำเร็จรูปอย่างฉลาด




          เกือบจะไม่มีคนไทยรายใด ที่ไม่รู้จัก "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" ซึ่งส่วนมากมักจะเรียกชื่อตามตราหรือยี่ห้อ เป็นอาหารยอดนิยมของคนไทยติดอันดับตลอดมา
หากจะนำตัวเลขยอดของคนไทย กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ออกมาเปิดเผยแล้ว หลายคนจะตาค้าง คาดไม่ถึง เพราะจากรายงานระบุว่า ในแต่ละวัน คนไทยกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 6-7 ล้านซอง ตกคนละประมาณ 50 ล้านซองต่อปี
กลุ่มที่กินมากที่สุดเห็นจะเป็น เด็ก และ วัยเรียน วัยรุ่น โดยเฉพาะ เด็กหอพัก
เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา นักโภชนาการจัดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารด้อยคุณค่า ไม่สมดุล มีแต่แป้งและผงชูรส ต่อมาทานกระแสการบริโภคที่มาแรงของคนไทยไม่ได้ จึงร่วมมือกันนำมาพัฒนาให้มีคุณค่ามากขึ้น โดยการเสริมสารอาหาร 3 ชนิดในเครื่องปรุง คือ วิตามินเอ ไอโอดีน และธาตุเหล็ก แล้วส่งเสริมการบริโภคให้ถูกหลักโภชนาการ
การกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยเพียงแค่เติมน้ำร้อนแล้วกินเลยนั้น ถือได้ว่ากินไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะกินแบบนี้ติดต่อกันจนเป็นนิสัย ที่เห็นยิ่งไปกว่านั้นคือ ฉีกซองกินทั้งดิบๆ เป็นขนม กินเล่น การกินลักษณะนี้ติดต่อกันเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ เพราะเท่ากับว่าได้กินเฉพาะแป้ง
ตอนเลือกซื้อต้องสังเกตบนซองว่า มีสารไอโอดีน ธาตุเหล็ก และวิตามินเอ อยู่ด้วย เมื่อนำมาปรุงจะต้องเติมไข่ หรือเนื้อสัตว์ และผักลงไปทุกครั้ง ที่สำคัญต้องไม่ลืมฉีกซองเครื่องปรุงใส่ลงในบะหมี่ทุกครั้งที่ปรุง ใส่น้ำให้พอดี ซดน้ำให้ได้มากที่สุด หมดชามยิ่งดี เพราะเท่ากับว่าได้สารอาหาร 3 ชนิดเข้าสู่ร่างกายอย่างเต็มที่
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป...กินได้ แต่ต้องใส่ใจ...กินให้ถูก ปรุงให้สุก เติมเนื้อสัตว์ และผักทุกครั้ง

22 ข้อ เผาผลาญแคลอรี


          เรามาดู 22 ข้อ เผาผลาญแคลอรี เพื่อสุขภาพที่ดี และมีรูปร่างนายแบบ นางแบบกันดีกว่าคะ






ที่มา  : http://www.numwan.com/health/view.asp?GID=29
(1) หากอยากกินขนม ให้ดื่มน้ำแทน เอาให้อิ่มไปเลย
(2) พยายามให้ตู้เก็บอาหารของเราว่างเปล่า เพื่อจะไม่ได้มีสิ่งยั่วยวนให้เราตบะแตก
(3) ติดรูปนางแบบ หรือ นายแบบ ที่เราฝันอยากจะเป็น เพื่อสร้างแรงจูงใจ ในการลดความอ้วน
(4) กินของที่มีรสชาติร้อนแรง เช่น พริกป่น ขิง ซอสพริก จากรายงานของ มหาวิทยาลัยเกียวโต ญี่ปุ่น พบว่ามันจะกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรีได้ประมาณ 25%
(5) หลับเพื่อลดความอ้วน เมื่อคุณหลับโอกาสที่จะหาของกินย่อมมีน้อยลง
เป็นนักช็อปที่ฉลาด มีรายชื่อข้าวของที่คุณต้องการที่จะซื้อ และให้ซื้อเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดกิเลสไปซื้อของอ้วนๆมากิน
(7) กินข้าวเช้าเถอะที่รัก เพราะมันจะไม่ทำให้คุณหิวมากตอนช่วงกลางวัน
ฟังเพลงที่มีสุนทรียรส (พวกเพลงอกหัก อย่าฟัง) นักวิจัยพบว่า สมองเราทำงานเมื่อเวลาฟังเพลงดีๆ เหมือนกับตอนที่เราหม่ำอาหารที่ชอบ
(9) อย่ากินจนกว่าจะนั่ง
(10) ดื่มชาเขียว มหาวิทยาลัยสวิสเซอร์แลนด์พบว่าการดื่มชาเขียวจะช่วย เผาผลาญแคลอรี พยายามดื่ม 3 ถ้วยต่อวัน
(11) เวลากินก็สนใจในสิ่งที่ตนเองกิน หากตอนที่เราดูทีวี อ่านหนังสือ หรือดู internet ก็อย่ากิน
(12) พยายามหาเวลาไปเดิน เพราะนอกจากจะช่วยเผาผลาญแคลอรีแล้ว แสงแดดยังช่วยทำให้ลดความอยากอาหารด้วย
(13) พยายามหมั่นแปรงฟัน เพราะมันช่วยลดความอยากของคุณได้
(14) กินพออิ่ม เหลือก็ช่างมันเถอะ อย่าเสียดาย ให้คิดเสียว่าหากกินเข้าไป เวลาจะลด อาจจะเสียเงินมากกว่า
(15) อย่าใจร้อนจะลดความอ้วนภายในพริบตา เพราะนอกจากมันจะทำไม่ได้แล้ว คุณจะเสียกำลังใจไปเปล่าๆ
(16) เดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์
(17) ซื้อเชือกกระโดด มันเป็นการออกกำลังกายที่ดี และไม่เปลืองที่อีกด้วย
(18) บริหารก้น เมื่อคุณยืนรอรถเมล์ หรือ นั่งทำงาน ลองพยายามเกร็งกล้ามเนื้อที่ก้นแล้วก็คลาย มันไม่เพียงแต่ทำให้ก้นคุณกระชับ แต่มันทำให้เราผ่อนคลายด้วย
(19) ไปซื้อดัมเบลล์มาเล่นที่บ้าน เวลาว่างก็เอามันมายกขึ้นยกลง
(20) ลองขึ้นบันได้ทีละสองขั้น
(21) บ้านไหนมีสวน ก็ไปขุดดิน ตัดหญ้าบ้าง เอาแคลอรีออกไป
(22) ไปซื้อวิดีโอออกกำลังกาย เปลี่ยนบ้านให้เป็น ฟิตเนสเลย

วิธีบริหารสมอง "ให้ปลอดโปร่ง เพิ่มความจำและประสาทสัมผัสให้ดีขึ้น"

ผู้หญิงสวยวิธีบริหารสมอง "ให้ปลอดโปร่ง เพิ่มความจำและประสาทสัมผัสให้ดีขึ้น"



วันนี้เรามีวิธีบริหารสมองให้ปลอดโปร่งเพิ่มความจำและประสาทสัมผัสให้ดีขึ้นมาฝากกันค่ะ เมื่อคุณ ๆ รู้สึกตรึงเครียด สมองอ่อนล้า รู้สึกสมองไม่ปลอดโปร่งหรือโล่งสบายลองมาใช้ วิธีบริหารสมอง นี้ดูนะค่ะ เป็นการฝึกวิธีบริหารสมองแบบง่าย ๆ แต่ช่วยได้ดีในเรื่องของการทำให้ปลอดโปร่งและจะสดชื่นขึ้นมาทันทีเลยล่ะค่ะ และไม่ใช่แค่จะช่วยให้สมองโล่งปลอดโปร่งแต่เพียงอย่างเดียวด้วย 8 วิธีบริหารสมอง นี้ ยังช่วยเพิ่มความจำและทำให้ร่างกายมีประสาทสัมผัสที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วยค่ะ นั้นเรามาด 8 วิธีบริหารสมอง กันเลยดีกว่าค่ะ


8 วิธีบริหารสมอง "ให้ปลอดโปร่ง เพิ่มความจำและประสาทสัมผัสให้ดีขึ้น"



1. ประสานงานสมอง การเขียนเลข 8 ในอากาศด้วยมือทั้ง 2 ข้าง ๆ ละ 5 ครั้ง โดยเริ่มจากด้านซ้ายของเลขก่อน แล้วเขียนวนไปให้เป็นเลข 8 วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการอ่านและการทำความเข้าใจดีขึ้นและทำให้สมองด้านซ้ายและด้านขวาประสานงานกัน

2. น้ำเปล่าหล่อเลี้ยงสมอง วางขวดน้ำไว้ใกล้ ๆ โต๊ะของคุณเป็นประจำและคอยจิบทีละน้อย วิธีนี้จะช่วยให้จิตใจและร่างกายของคุณตื่นตัวตลอดเวลา และสมองก็จะเปิดว่างสามารถรับสารหรือข้อมูลได้ดี เพราะน้ำจะช่วยปรับสารเคมีที่สำคัญในสมองและระบบประสาทถ้าเวลาที่รู้สึกเครียดเพราะขาดน้ำจึงควรจิบน้ำเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพื่อไปหล่อเลี้ยงระบบของร่างกาย

3. นวดจุดเชื่อมสมอง วางมือข้างหนึ่งไว้บนสะดือ มืออีกข้างหนึ่งใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้วางบนกระดูกหน้าอกบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้าและค่อย ๆ นวดทั้ง 2 ตำแหน่งประมาณ 10 นาที วิธีนี้จะช่วยลดความงงหรือสับสนกระตุ้นพลังงานและช่วยให้มีความคิดแจ่มใส

4. บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ ให้มือซ้ายจับไหล่ขวาบีบกล้ามเนื้อให้แน่นพร้อมหายใจเข้า จากนั้นหายในออกและหันไปทางซ้ายจนสามารถมองไหล่ซ้ายของตัวเอง จากนั้นสูดลมหายใจลึก ๆ วางแขนซ้ายลงบนไหล่ขวาพร้อมกับห่อไหล่ค่อย ๆ หันศีรษะกลับไปตรงกลางและเลยไปด้านขวาจนกระทั่งสามารถมองข้ามไหล่ของคุณได้ ยืดไหล่ทั้ง 2 ข้างออก ก้มคางลงจรดหน้าอกพร้อมกับสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อของคุณได้ผ่อนคลาย เปลี่ยนมาใช้มือขวาจับไหล่ซ้ายบ้างและทำซ้ำกันข้างละ 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อตรงส่วนลำคอและไหล่ การได้ยิน การฟัง และช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการนั่งโต๊ะทำงานเป็นเวลานานอีกด้วย
5. นวดใบหูกระตุ้นความเข้าใจ วิธีนี้ทำได้โดยการนั่งพักสบาย ๆ แตะปลายนิ้วทั้ง 2 ข้างที่ใบหู เคลื่อนนิ้วไปยังส่วนบนของหูจากนั้นบีบนวดและคลี่รอยพับของใบหูทั้ง 2 ข้างออก ค่อย ๆ เคลื่อนนิ้วลงมานวดบริเวณอื่น ๆ ของใบหูดึงเบา ๆ เมื่อถึงติ่งหูดึงลงให้ทำซ้ำกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการได้ยินและทำให้ความเข้าใจดีขึ้นเพราะเป็นการคลายเส้นประสาทบริเวณใบหูที่เชื่อมสมอง

6. บริหารขา โดยการยืนตรงให้เท้าชิดกันถอยเท้าซ้ายไปข้างหลังโดยยกส้นเท้าขึ้นงอเข่าขวาเล็กน้อยแล้วโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ก้นของคุณจะอยู่ในแนวเดียวกับส้นเท้าขวา สูดลมหายใจเข้าและผ่อนออกในขณะที่ปล่อยลมหายใจออกนี้ค่อย ๆ กดส้นเท้าซ้ายให้วางลงบนพื้นพร้อมกับงอเข่าขวาเพิ่มขึ้น หลังเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้าแล้วกลับไปตั้งต้นใหม่อีกครั้ง เปลี่ยนจากขาข้างซ้ายเป็นข้างขวาโดยออกกำลังในท่านี้ทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน การบริหารท่านี้เหมาะสำหรับการปรับปรุงสมาธิรวมทั้งช่วยเพิ่มความเร็วในการอ่านหนังสือและยังช่วยให้กล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อน่องผ่อนคลายอีกด้วย

7. กดจุดคลายเครียด ใช้นิ้ว 2 นิ้ว กดลงบนหน้าผากทั้ง 2 ด้าน ประมาณกึ่งกลางระหว่างขนคิ้วและตีนผมกดค้างไว้ประมาณ 3-10 นาที วิธีนี้จะช่วยคลายความตึงเครียดและเพิ่มการหมุนเวียนโลหิตเข้าสู่สมอง

8. บริหารสมองด้วยการเขียน เขียนเส้นขยุกขยิกด้วยมือทั้ง 2 ข้าง พร้อม ๆ กัน ลายเส้นที่เขียนอาจจะดูเพี้ยน ๆ แต่ได้ผลดีต่อระบบสมองเป็นอย่างดีทีเดียว วิธีนี้จะช่วยให้เกิดการปรับปรุงการประสานงานของสมอง ด้วยการทำให้สมองทั้ง 2 ซีกทำงานพร้อมกันและเพิ่มความชำนาญด้านการสะกดคำและคำนวณดีและรวดเร็วขึ้นอีก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไอเอ็นเอ็น ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

บริวิธีหารสมอง "ให้ปลอดโปร่ง เพิ่มความจำและประสาทสัมผัสให้ดีขึ้น"


บริวิธีหารสมอง "ให้ปลอดโปร่ง เพิ่มความจำและประสาทสัมผัสให้ดีขึ้น"


1. ประสานงานสมอง การเขียนเลข 8 ในอากาศด้วยมือทั้ง 2 ข้าง ๆ ละ 5 ครั้ง โดยเริ่มจากด้านซ้ายของเลขก่อน แล้วเขียนวนไปให้เป็นเลข 8 วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการอ่านและการทำความเข้าใจดีขึ้นและทำให้สมองด้านซ้ายและด้านขวาประสานงานกัน

2. น้ำเปล่าหล่อเลี้ยงสมอง วางขวดน้ำไว้ใกล้ ๆ โต๊ะของคุณเป็นประจำและคอยจิบทีละน้อย วิธีนี้จะช่วยให้จิตใจและร่างกายของคุณตื่นตัวตลอดเวลา และสมองก็จะเปิดว่างสามารถรับสารหรือข้อมูลได้ดี เพราะน้ำจะช่วยปรับสารเคมีที่สำคัญในสมองและระบบประสาทถ้าเวลาที่รู้สึกเครียดเพราะขาดน้ำจึงควรจิบน้ำเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพื่อไปหล่อเลี้ยงระบบของร่างกาย

3. นวดจุดเชื่อมสมอง วางมือข้างหนึ่งไว้บนสะดือ มืออีกข้างหนึ่งใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้วางบนกระดูกหน้าอกบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้าและค่อย ๆ นวดทั้ง 2 ตำแหน่งประมาณ 10 นาที วิธีนี้จะช่วยลดความงงหรือสับสนกระตุ้นพลังงานและช่วยให้มีความคิดแจ่มใส

4. บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ ให้มือซ้ายจับไหล่ขวาบีบกล้ามเนื้อให้แน่นพร้อมหายใจเข้า จากนั้นหายในออกและหันไปทางซ้ายจนสามารถมองไหล่ซ้ายของตัวเอง จากนั้นสูดลมหายใจลึก ๆ วางแขนซ้ายลงบนไหล่ขวาพร้อมกับห่อไหล่ค่อย ๆ หันศีรษะกลับไปตรงกลางและเลยไปด้านขวาจนกระทั่งสามารถมองข้ามไหล่ของคุณได้ ยืดไหล่ทั้ง 2 ข้างออก ก้มคางลงจรดหน้าอกพร้อมกับสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อของคุณได้ผ่อนคลาย เปลี่ยนมาใช้มือขวาจับไหล่ซ้ายบ้างและทำซ้ำกันข้างละ 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อตรงส่วนลำคอและไหล่ การได้ยิน การฟัง และช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการนั่งโต๊ะทำงานเป็นเวลานานอีกด้วย
5. นวดใบหูกระตุ้นความเข้าใจ วิธีนี้ทำได้โดยการนั่งพักสบาย ๆ แตะปลายนิ้วทั้ง 2 ข้างที่ใบหู เคลื่อนนิ้วไปยังส่วนบนของหูจากนั้นบีบนวดและคลี่รอยพับของใบหูทั้ง 2 ข้างออก ค่อย ๆ เคลื่อนนิ้วลงมานวดบริเวณอื่น ๆ ของใบหูดึงเบา ๆ เมื่อถึงติ่งหูดึงลงให้ทำซ้ำกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการได้ยินและทำให้ความเข้าใจดีขึ้นเพราะเป็นการคลายเส้นประสาทบริเวณใบหูที่เชื่อมสมอง

6. บริหารขา โดยการยืนตรงให้เท้าชิดกันถอยเท้าซ้ายไปข้างหลังโดยยกส้นเท้าขึ้นงอเข่าขวาเล็กน้อยแล้วโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ก้นของคุณจะอยู่ในแนวเดียวกับส้นเท้าขวา สูดลมหายใจเข้าและผ่อนออกในขณะที่ปล่อยลมหายใจออกนี้ค่อย ๆ กดส้นเท้าซ้ายให้วางลงบนพื้นพร้อมกับงอเข่าขวาเพิ่มขึ้น หลังเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้าแล้วกลับไปตั้งต้นใหม่อีกครั้ง เปลี่ยนจากขาข้างซ้ายเป็นข้างขวาโดยออกกำลังในท่านี้ทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน การบริหารท่านี้เหมาะสำหรับการปรับปรุงสมาธิรวมทั้งช่วยเพิ่มความเร็วในการอ่านหนังสือและยังช่วยให้กล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อน่องผ่อนคลายอีกด้วย

7. กดจุดคลายเครียด ใช้นิ้ว 2 นิ้ว กดลงบนหน้าผากทั้ง 2 ด้าน ประมาณกึ่งกลางระหว่างขนคิ้วและตีนผมกดค้างไว้ประมาณ 3-10 นาที วิธีนี้จะช่วยคลายความตึงเครียดและเพิ่มการหมุนเวียนโลหิตเข้าสู่สมอง

8. บริหารสมองด้วยการเขียน เขียนเส้นขยุกขยิกด้วยมือทั้ง 2 ข้าง พร้อม ๆ กัน ลายเส้นที่เขียนอาจจะดูเพี้ยน ๆ แต่ได้ผลดีต่อระบบสมองเป็นอย่างดีทีเดียว วิธีนี้จะช่วยให้เกิดการปรับปรุงการประสานงานของสมอง ด้วยการทำให้สมองทั้ง 2 ซีกทำงานพร้อมกันและเพิ่มความชำนาญด้านการสะกดคำและคำนวณดีและรวดเร็วขึ้นอีก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไอเอ็นเอ็น ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

ผู้หญิงสวย

ผู้หญิงสวยผู้หญิงสวยผู้หญิงสวย


ที่มา : http://www.jvkk.go.th/jvkkfirst/story/health/11.htm



ที่มา : http://www.jvkk.go.th/jvkkfirst/story/health/9.htm

รัก = ให้ = เสียสละ

 วันแห่งความ รักที่ใครหลายคนรอคอย เพื่อจะได้บอกรัก เพื่อจะได้มอบช่อดอกไม้ เพื่อจะได้ซื้อของขวัญที่พิเศษๆ แก่คนที่เรารัก หรือเพื่อที่จะรับสิ่งเหล่านั้นในวันพิเศษนี้ด้วยเช่นเดียวกัน และก็อาจจะแตกต่างจากใครบางคน ที่เฝ้าฝันให้วันวันนี้ คือวันโชคดีที่จะได้พบเจอคนรักที่รอคอยมานานแสนนาน
    มันจึงเป็นวันสากลที่ใครหลายล้านคนบนโลกใบนี้ เจาะจงเลือกให้เป็นวันที่พิเศษสุดสำหรับความรักที่กำลังเบ่งบานในหัวใจ แต่หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว มันเป็นวันที่มนุษย์คนหนึ่งต้องยอมเสียสละชีวิตทั้งชีวิต เพื่อให้คนที่เขารักได้มีโอกาสอยู่รอดต่อไป
   
    รัก = ให้ = เสียสละ 
 
 
 
    นี่หรือเปล่า คือคำตอบที่ถูกแอบซ่อนไว้ในเรื่องราวของชายหนุ่มที่ชื่อว่า วาเลนตินัส คนนี้ คนที่ยืนยันในเจตนารมณ์ตราบจนสิ้นลมหายใจว่า รักคือการเสียสละ รักคือการไม่คาดหวัง ไม่ยึดติด ไม่มีตัวตน ไม่มีใครเป็นของเรา และเราไม่ได้เป็นของใครด้วยเช่นเดียวกัน รักคือการทำให้คนที่เรารักมีความสุข โดยที่เราก็สุขใจตามไปด้วย ดังที่ กฎแห่งการไม่มี i ได้กล่าวไว้ว่า “ช่วยเหลือผู้อื่นข้ามไปให้ถึงฝั่ง เราก็จะถึงฝั่ง” ฝั่งที่เราไม่ได้ไปถึงพร้อมเขา แต่ก็เหมือนเราได้ไปถึง ไปถึงได้ด้วยการช่วยเหลือและเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อให้คนอื่นมีความสุข

   
  
 
 
 
 “ความสุข” ที่ไม่มีตัวตนให้สัมผัส
    แต่รู้สึกและรับรู้ได้ด้วย “หัวใจ”
    ด้วย “การให้”
    ที่หมายถึงการ “ได้รับ”
    ที่เบ่งบานและงอกงาม...อย่างงดงาม

   
    หากเราย้อนกลับมาทบทวนในความหมายของคำว่า “รักแท้” กันอีกครั้ง ก่อนอื่น เราคงต้องยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขกันก่อนว่า เราต่างก็ปรารถนาอยากมี “คนรัก” อยากเจอ “รักแท้” และอยากเป็น “เจ้าของ” คนคนนั้นและความรักนั้นตลอดไป เมื่อเรายอมรับว่า “ใช่” ความรักที่พบเจอมาตลอดทั้งชีวิต มันคือคำตอบสุดท้ายของชีวิตหรือเปล่า มันทำให้เราสมความปรารถนาในท้ายที่สุดหรือไม่ หากคำตอบคือ “ไม่” แน่นอนว่า ความเป็นจริงที่เราก็ปฏิเสธอีกไม่ได้เช่นเดียวกันว่า ไม่มีใครได้และสมหวังในสิ่งที่ปรารถนากันหมดทุกคนอย่างแน่นอน มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ความรักของแต่ละคนว่าจะทำให้ความปรารถนานั้นกลาย เป็นความเฉยชา ความบอบช้ำ หรือความสุขสมหวังตามมาหรือเปล่า
    เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เราจึงพบว่า...
    ใครหลายคน...ไม่เชื่อในรักแท้ไปเสียแล้ว
    ใครหลายคน...ยังเชื่อว่าจะต้องเจอรักแท้นั้นๆ
    และใครหลายคน...ก็ตระหนักแล้วว่ารักแท้ไม่มีอยู่จริง
   
    สำหรับผม ผมเคยเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่ง ผมต้องเจอคนที่ผมพร้อมจะมอบความรักและความเข้าใจให้เขาได้อย่างจริงใจ และแอบคาดหวังว่าสิ่งที่ผมให้ไป อย่างน้อยๆ ก็น่าจะได้รับคืนกลับมาในปริมาณที่เท่าๆ กัน เพราะผมคิดอยู่เสมอว่านั่นคือความหมายของรักแท้ รักแท้ที่เมื่อเราให้ไป เราก็ต้องได้คืนกลับมา แต่เมื่อคืนและวันหมุนผ่าน ความเชื่อมั่นที่เคยมีก็ถูกลดทอนลงไปทีละนิดๆ ด้วยความเป็นจริงของมนุษย์ที่อยากได้มากกว่าอยากให้ ทำให้ความผิดหวังเวียนวนเข้ามาในชีวิตอยู่บ่อยครั้ง จนเกิดคำถามขึ้นกับตัวเองว่า ทำไมเราถึงไม่เคยพบรักแท้สักที ทำไมรักที่เคยๆ มี ถึงเป็นได้แค่เกม และทำไมเราถึงไม่โชคดีเหมือนใครต่อใคร
    เป็นเพราะว่า
    เราให้คนที่เรารักน้อยเกินไปหรือเปล่า
    หรือแท้จริงแล้ว
    จิตใต้สำนึกสั่งให้เราเป็นผู้ได้รับเพียงฝ่ายเดียวกันแน่
   
    จนเมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดจุดหนึ่งที่ได้อยู่กับตัวเองอย่างจริงใจจริงๆ ทำให้ผมได้พบคำตอบที่เคยสงสัยมานานแสนนานว่า หากผมเผลอมุ่งประเด็นไปที่รูปแบบของรักแท้ โดยลืมมองไปว่า ความหมายของคำว่ารักแท้คืออะไร รักแท้มีตัวตนหรือไม่ รักแท้ที่ว่า ใครคือผู้กำหนด ใครคือผู้สร้างสัญลักษณ์นี้ขึ้นมา แล้วใครกันเล่าอ้างอิงขึ้นมาว่า มันมีคุณค่าและความหมายสำหรับชีวิต ผมอาจติดบ่วงเสียจนไม่รู้ว่า
    รักแท้คือการแสดงออก
    ที่แสดงออกได้ด้วยการกระทำ
    รับรู้และสัมผัสได้ด้วยหัวใจ

    หากวันนั้น วันที่ผมมัวเพียรพยายามตามหารักแท้ ผมลองทำความเข้าใจความหมายของรักแท้ให้ชัดเจนขึ้นเหมือนเช่นวันนี้ ผมคงมีความรักดีๆ และคนรักดีๆ เหมือนเช่นใครๆ ที่เขามีกัน แต่ผมกลับนึกขอบคุณวันเวลาที่ผ่านมา และไม่คิดที่จะเสียใจหรือชอกช้ำใจเลยด้วยซ้ำ เพราะว่ามันได้ช่วยทำให้ผมเรียนรู้และเข้าใจว่า อย่างไรแล้ว รักแท้ก็ยังหมายถึงการให้อยู่ดี เป็นการให้ที่ไม่มีขีดจำกัด ไม่มีให้มาก ไม่มีให้น้อย ไม่มีขอบเขต ไม่มีหวง ไม่มีห้าม ไม่มีสัญลักษณ์ชี้นำ และไม่มีการแบ่งแยกใดๆ ทั้งสิ้น
   
    ที่จะมี
    ก็คงมีแค่ความงดงาม
    ที่รอคอยการงอกเงยจากใจของคนทุกคน
    และความงดงามนั้น
    แม้จะไม่มีตัวตน
    แต่ก็ตรึงตราอยู่ในหัวใจใครได้ยาวนาน
 

คิดฮอดบ้าน..ปั่นจักรยานไปใส่เบ็ดนอนนา

http://bc46.com/forum/index.php?action=dlattach;topic=194.0;attach=1716;image


วันนี้ เป็นวันที่ขี้เกียจทำงานอีกวันนึง...เลยนั่งดูรูปเล่น ไปเจอรูปนึง คนที่โพตรูปเขาเรียกไม่ถูกว่าเป็นเขียดหรือว่าปาด แต่ที่แน่ๆๆบ้านกระผมเรียกว่า เขียดตะปาด

นั่งดูเขียดตะปาดอยู่ นานเลยจินตนาการย้อนกลับไปสมัยตอนอยู่ซัก ม.ต้น นึกถึงตอนปั่นจักรยานไปใส่เบ็ดที่นาท่ง (นาที่อยู่ไกลออกจากหมู่บ้านไปซัก 5 กิโล) รู้สึกแป๊บๆๆในห้วงของความคิด...ความรู้สึกเดิมที่เกือบจะลืมไปแล้วได้กลับ มาอีกครั้ง...ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มานั่งอยู่หน้าคอมฯอยู่ในออฟฟิต ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองกรุงในขณะนี้ (ซึ่งเป็นที่สุขกายแต่อึดอัดใจ)

เย็นวันศุกร์หลังเลิกเรียน...เปลี่ยนชุดนักเรียนเสร็จก็แบกจอบกับกะคุ(ถัง)ไปวัดเก่า
(แต่ก่อนเคยเป็นวัดตอนนี้เป็นที่ราบโล่งๆเหมาะในการดำรงชีวิตของไส้เดือน )แล้วก็บรรจงขุดใส้เดือนเพื่อที่จะเอาไปเป็นเหยื่อในการใส่เบ็ด ปริมาณใส้เดือนที่ต้องการก็ขึ้นอยู่กับว่าจะใส่เบ็ดกี่หลัง(คัน) และชนิดของไส้เดือนก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาไปเป็นเหยื่อของอะไรปลาหรือว่ากบ ถ้าใส่เบ็ดกบนิยมไส้เดือนตัวใหญ่ๆตัวยาวๆ ถ้าเบ็ดปลาก็นิยมตัวเล็กๆหรือไม่ก็ต้องตัดเป็นชิ้นๆพอให้ปลากินได้ ถ้าใส่เบ็ดแบบนอนค้างคืนอย่างน้อยก็ต้องเอาเบ็ดไปด้วยไม่ต่ำกว่า 50-100 หลัง(คัน)

พอได้เหยื่อในปริมาณที่เพียงพอแล้วก็อาบน้ำแต่งแต่งตัวเตรียมอุปกรณ์
1.หม้อแบต...ต้อง ชาตแบตเตอร์รี่ให้เต็ม โดยเอาไปชาตที่ร้านค้าพร้อมเติมน้ำกรดให้เสร็จสับ เสียตังค์ประมาณ 10 บาทรึเปล่าจำไม่ได้แล้ว..(ไม่ได้ใ่ส่เบ็ดนานความจำเริ่มเลือนลาง) อีกอันนึงที่ขาดไม่ได้คือหัวเทียน ช่วงนั้นถ้าใครมีหัวเทียนแบบสปอตไรแสงจะเป็นสีขาวๆๆสว่างมากๆๆก็จะดี ต้องมีสำรองไปด้วยอย่างน้อย 1-2 อัน เพื่อป้องกันหัวเีทียนบอดจะได้มีอันใหม่มาทดแทน
2.ค้อง..อุปกรณ์สำหรับใส่ปลาหรือกบ
3.รองเท้าบูต..เอาใว้กันสัตว์มีพิษเช่น งู ตะขาบ แม้กระทั่งกันมดแดง หนาม ฯลฯ  พร้อมทั้งกันไม่ให้ขาถูกน้ำเีดี๋ยวมันจะหนาวจะคัน
4.กางเกงขายาวเสื้อแขนยา..เอาใว้กันหนาว กันยุง
5.ยาจุดกันยุง..เอาใว้กันยุง
6.มีด เอาใว้ตัดไม้ แหวะปลามาปิ้งเพื่อทำเป็นอาหารเย็น
7.ข้าวเหนีียว เอาใว้กินกับปิ้งปลา เกลือเอาใว้หมักปลา ปลาแดกบองเอาใว้กินกับข้าวเหนียวกับปิ้งปลา
8.ไม้ขีดไฟ..เอาใว้ก่อไฟ
9.ที่ลืมไม่ได้ก็คือเบ็ดและก็กะคุหรือกระป๋องเล็กๆเอาใว้ใส่เหยื่อ(ไส้เดือน)...หุหุ
10.เหล้าขาว..อันนี้มีหรือไม่มีก็ได้แล้วแต่ความต้องการ ส่วนมากจะไปซื้อระหว่างทาง ถ้าเตรียมใว้ตอนนี้พ่อจะรู้...อิอิ  (^_^)

เมื่อ เตรียมอุปกรณ์แต่งตัวเสร็จก็เอาอุปกรณ์ทุกอย่างขึ้นจักรยานคู่ใจ ปั่นออกไปพร้อมกับเพื่อนคู่ใจไปนาท่ง ออกเิดินทางซักประมาณ 4 โมงเย็น ถึงนาท่ง ก็ประมาณ 5 โมงเย็น ซึ่งถือว่าเริ่มจะค่ำแล้วต้องรีบหาทำเลเหมาะๆใส่เบ็ด แล้วก็ตกลงกันว่าใครจะใส่่เบ็ดไปคันแทนาตรงไหนเพื่อไม่ให้ใส่เบ็ดซ้อนกัน แล้วก็ลงมือใส่เบ็ด จะใส่ตรงไหนห่างกันระยะเท่าไหร่ ใส่ฝั่งไหนของคันแทนา อธิบายไม่ได้มันรู้เอง..อิอิ ถ้าใส่เบ็ดในช่วงออกพรรษาบางทีก็จะมีโคมไฟลอยมา ให้วิ่งตามตามปะสาเด็กน้อยน่ารัก...อิอิ

เสร็จสับก็ประมาณซัก 6 โมงถึง ทุ่ม แล้วก็ออกไปหาฟืนก่อไฟใกล้ๆกับเถียงนาน้อย ที่โคนต้นพุทรา กินเหล้าขาวรอยามเบ็ดเที่ยวแรก พูดคุยเรื่อยเปื่อยตามปะสา แต่ก็หนีไม่พ้นเรื่องพุสาว แต่อย่างว่าหละ ได้แต่คุยไม่เคยลงมือทำ..แบบว่าจีบสาวไม่เป็น..อิอิ 

        ซักประมาณสองทุ่มกว่าๆก็ได้ฤกธิ์งามยามดีถือหม้อแบต ค้อง พร้อมกับกระป๋องเหยื่อ ออกไปยามเบ็ด ช่วงเวลานี้หละ...เป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้น...อิอิ 

        ถ้าเห็นเบ็ดมันโอนเอนไหว..ดึงดืดๆๆๆ แสดงว่าปลาติดเบ็ดแล้ว...ภาวนาอย่าให้เป็นปลาเข็ง(ปลาหมอ) (แต่ส่วนมากคำภาวนาไม่ค่อยจะเป็นจริง..อิอิ ) เบ็ดโอนเอนดึงดืดๆๆเบาๆแสดงว่าปลาเข็ง โอนเอนแรงๆเป็นจังหวะแสดงว่าปลาดุก โอนเอนแรงๆแบบน้ำกระจายไม่เป็นจังหวะแสดงว่าปลาช่อน หากเบ็ดพันกอข้าวแบบคันเบ็ดจมอยู่ในน้ำ..อันนี้น่าคิด..อิอิ อาจจะเป็นปลาไหลหรือไม่ก็งู ...

      จากนั้นก็ค่อยๆดึงเบ็ดขึ้นมาช้าๆๆ หากเบ็ดพันกอข้าวอยู่ก็ให้ค่อยๆเอามือเลื่อนไปข้างล่างช้าๆๆเพื่อปลดสายเบ็ด ที่พันกอข้าว....แต่ถ้าเห็นว่าปลาที่มันติดเบ็ดมันตัวใหญ่.. (^_^) ไม่ต้องสนใจกอข้าวครับถอนมันออกมาเลย 55 แต่บางทีความตื่นเต้นอาจจะกลายเป็นความน่ากลัว หากไอ้ตัวที่มันติดเบ็ดมันไม่ใช่ปลาแต่มันเป็นงู..แต่เราไม่รู้ว่ามันเป็นงู แล้วเข้าใจผิดว่ามันเป็นปลาแล้วเอามือไปจับมันมานี่ดิ...55 ความรู้สึกตอนนั้นไม่อยากอธิบาย 

    วิธีการเอาปลาออกจากเบ็ดก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าปลาอะไร ถ้าปลาเข็งก็ไม่ต้องพิถีพิถัน ปลาดุกก็ระวังหน่อยระวังมันจะตอดเอามันจะมีวิธีจับอยู่ไม่ขออธิบาย..อิอิ ส่วนปลาช่อนต้องออกแรงจับหน่อยเพราะมันแรงเยอะ แต่ถ้าเป็นปลาไหลหละไม่ต้องไปเอาเบ็ดออกหรอก..ตัดสายเบ็ดเลยเพราะมันเอาออก ไม่ได้แต่ต้องจับดีๆเพราะว่ามันลื่นจับยาก ถ้างูก็เอาเบ็ดทิ้งเลย 5555555

    บางที ความรู้สึกกลัวอีกอันนึงก็แว๊บเข้ามาทำให้เสีียวสันหลัง ฟ้าเริ่มร้อง ลมเริ่มพัดแรงๆใบข้าวพริ้วไหวกระทบกันเกิดเสียงดังพรืดๆๆๆๆ...ชวนขนขาลุก ฝนเริ่มตกปรอยๆๆ ยามเบ็ดใต้โคนต้นไม้ใหญ่ๆ ประกอบกับหัวเทียนหม้อแบตติดๆดับๆ ในยามที่ต้องการเพื่อนมันก็ไม่รู้ไปอยู่ไหน หากจะคิดหาหน้าพุสาวไม่ให้นึกถึงบรรยากาศตอนนี้ก็ไม่มีพุสาวให้คิดหา และแล้วจินตนาการอันโหดร้ายก็แทรกเข้ามา " ถ้าหากมีหัวคนมาติดเบ็ดเราทำไงดีหว๋า" ....ไม่อยากจะคิด  (--")

    พอยามเบ็ดเสร็จก็เลือกปลาออกมาแชร์กัน เอามาปิ้งเป็นอาหารเย็น ส่วนมากก็จะเลือกปลาเข็งกับปลาตัวเล็กๆ..อิอิ  ตัวใหญ่ๆเอาใว้ในค้องไปแช่น้ำใว้ แต่ต้องเอาไ้ม้คัดปากค้องใว้กันปากค้องเปิดเดี๋ยวปลามันกระโดดออกหมด ระหว่างรอปิ้งปลาก็ก้งเหล้าขาวไปด้วย  (^_^) กินข้าวกินปลาเสร็จก็นั่งสูดบรรยากาศ ชมดาวชมจันทร์กลางท้องทุ่งนา...ขอบอกว่าบรรยากาศสุดยอด  (^_^)

     จากนั้นดึกหน่อยซักเที่ยงคืนตีหนึ่งก็ไปยามอีกรอบ เป็นรอบสุดท้าย...หลังจากยามเบ็ดรอบสุดท้ายเสร็จก็กลับมานอนพักผ่อนข้างกอง ไฟ ช่่วงนี้เริ่มทรมาน ลมหนาวเริ่มพัดต้องผิวกาย ความคันก็เริ่มมาเยือน เสียงยุงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆๆ แต่ด้วยความเหนื่อยล้าผสานกับฤทธิ์ของแอลกอฮอลก็ทำให้ หลับ....

     ซักประมาณตี 4-5 ก็จะตื่นขึ้นมาเองอัตโนมัติ(เป็นปกติอิอิ) เอาน้ำในนามาลูบหน้าลูบตาพอให้สดชื่น ลูบเยอะไม่ได้ หนาวววว...แล้วก็เริ่มกู้เบ็ดถ้าใครยังไม่ได้ปลาซักตัวนี่คือความหวังสุด ท้าย...อิอิ แต่หากไม่ได้จริงๆคนที่ได้ก็จะแบ่งให้ส่วนหนึ่งเป็นน้ำใจเพื่อเอาไปทำกับ ข้าวเลี้ยงพ่อแม่ พอกู้เบ็ดเสร็จก็ปั่นจักรยานริมคูน้ำชมพระอาทิตย์ขึ้น สูดบรรยากาศยามเช้า แสงพระอาทิตย์สาดส่องไปกระทบกับน้ำค้างบนใบข้าวเป็นประกาย...สวยงาม
 
......................................................

ที่มา : http://www.postsmiles.com/article/

ค่าของเงิน

เงิน 20 บาท มีค่ามากสำหรับคนบางคน


ใน ขณะที่ใครหลายๆ คนกินอิ่ม นอนหลับอยู่ในบ้านที่แสนสบาย ใช้เงินฟุ่มเฟือยเต็มสูบไม่มีจำกัด อยากได้อะไรซื้อ อยากกินอะไรกิน ทิ้งๆ ขว้างๆ บ้างตามประสาคนเหลือกินเหลือใช้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง...กลับมีคนที่ยอมเดินด้วยเท้า จากจังหวัดอุบลราชธานี ไปยังจังหวัดอยุธยา ด้วยระยะทางไกลมากว่า 600 กิโลเมตร เพียงเพื่อเงินวันละ 20 บาท

เรื่อง ที่ทางทีมงานจะขอนำเสนอต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่เพื่อนสมาชิกเว็บไซต์ พันธ์ทิพย์ดอทคอม ประสบเหตุการณ์ด้วยตัวเอง และอยากนำมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ฟัง ซึ่งเขาก็เล่าว่า ... ผมและครอบครัวได้เดินทางไปเที่ยวจังหวัดอยุธยา ระหว่างทางก่อนที่จะถึงจุดหมาย ผมได้มองไปข้างทางและเห็นชายแก่คนหนึ่งใส่เสื้อสีขาว กางเกงขายาวสีน้ำเงิน กำลังเดินอยู่ข้างทางแบกถุงปุ๋ย พร้อมห่อผ้าขาวม้า 1 ห่อ เดินกลางแดดกลางวันร้อนๆ ยามบ่าย ผมจึงให้แฟนจอดรถและลงไปถามชายชราคนนั้นว่า

ผม : ตาจะไปไหน ทำไมมาเดินตากแดดแบบนี้เล่า

ตา : (ยิ้ม) จะไปอยุธยา

ผม : ตาจะไปทำไมที่อยุธยา ไปหาใครเหรอ

ตา : ไปรับจ้างเลี้ยงวัว มีคนเขาบอกว่าที่อยุธยา มีคนเขาหาคนเลี้ยงวัว

ผม : เขาจ้างวันละเท่าไหร่ ตารู้จักเขาเหรอ

ตา : เขาจ้างวันละ 20 บาท มีที่พักให้ด้วย (ตาหมายถึงนอนกับวัวเลย) ตาไม่รู้จักเขาหรอก ที่ไปนี้ก็ต้องไปถามเขาอีกทีว่าใครจะจ้างตาเลี้ยงวัวบ้าง

ผม : แล้วใครบอกตาว่าที่อยุธยาเขาหาคนเลี้ยงวัว

ตา : คนแถวบ้านตาบอก เขาพูดกันว่าที่อยุธยามีคนเขาหาคนเลี้ยงวัวเยอะ

ผม : ตามาจากไหนละ มาคนเดียวเหรอ แล้วยายไปไหนล่ะ

ตา : ตามาจากอุบลฯ ตามาคนเดียว เพราะยายตายแล้ว

ผม : ลูกๆ ไม่มีเหรอตา

ตา : มีลูก 2 คน ชายคน หญิงคน มีครอบครัวกันหมดแล้ว ไม่เคยเห็นหน้ามาหลายปีแล้ว ยายตายนี่พวกมันยังไม่รู้เลย

ผม : แล้วทำไมตาไม่อยู่บ้าน หางานแถวบ้านทำล่ะ

ตา : ตาไม่มีบ้าน พอยายตาย พี่น้องยายเขาก็ไม่ให้อยู่ในที่ของเขา งานแถวบ้านมี แต่เขาไม่จ้างตาทำ เขาบอกว่าตาแก่แล้ว ทำอะไรช้าไม่ทัน เขาก็ไม่จ้างตา

ผม : แล้วตามาถึงที่นี่ได้อย่างไง

ตา : ตาเดินมาเรื่อยๆ

ผม : เดินมาจากอุบลฯ นะเหรอตา ทำไมไม่นั่งรถเมล์มาล่ะ

ตา : (ยิ้ม) ตาไม่มีตังค์ (ควักเงินออกมาให้ดู ซึ่งในมือตามีเงิน 15 บาท เหรียญ 5 บาท 1 เหรียญ ที่เหลือเป็นเหรียญบาทเก่าๆ สีเขียว)

ผม : แล้วตาออกจากอุบลฯ มาวันไหน

ตา : หลังสงกรานต์ 2 วัน (ยิ้ม)

ผม : แล้วตาเอาอะไรมาด้วย นี่ห่ออะไรที่ตาถือมา

ตา : อ๋อ ห่อกระดูกยาย กับถุงเสื้อผ้าตา

ผม : แล้วตากินอะไรอยู่

ตา : เดินผ่านร้านที่เขาขายมันต้ม แม่ค้าเขาเลยให้ตามากินฟรีๆ ไม่เอาตังค์ตาด้วย

ผม : (สายตาของผมมองไปที่เท้าของตา เห็นรองเท้าของตามีกระดาษติดที่ส้น) กระดาษติดที่เท้าตานะ ระวังหกล้ม

ตา : (ยิ้ม) อ๋อ ตาเอามันมารองที่เท้าตาเอง เพราะส้นรองเท้ามันขาดแล้ว เวลาเดินมันร้อนส้นเท้า

ผม : แล้วนั่นน้ำอะไรจ๊ะตา (เห็นน้ำสีน้ำตาลในขวดสีขาวขุ่นมากๆ วางอยู่ข้างๆ ตา)

ตา : น้ำกินตาเอง

หลัง จากนั่งคุยกับตาแกไปเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่า ตา อายุ 76 ปีแล้ว แต่ผมดันลืมถามชื่อแกมา รู้แต่ว่าสิ่งที่ได้สังเกตเห็นตลอดเวลาคือ เนื้อตัวค่อนข้างเลอะ มีรอยยุงกัดตามตัวเยอะมาก เพราะแกบอกว่าอาศัยนอนข้างถนน นอนศาลา และดวงตาของแกฝ้ามัวมาก เหมือนมีเส้นใยบางๆ ในดวงตา และอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือ "รอยยิ้ม" ที่ เห็นฟัน 1 ซี่ ของแกมีมาให้ตลอดเวลาระหว่างที่สนทนากัน ทำให้ผมรู้สึกว่าตาเป็นคนอารมณ์ดี จากนั้นผมจึงได้ส่งร่มในมือที่ถือก่อนลงจากรถให้แกไว้ใช้ พร้อมเงินอีก 190 บาท (เพราะมีอยู่แค่นั้น) ซึ่งตอนที่แกได้ร่ม ตาแกดีใจมาก ยิ้มตลอดเวลา ในใจแกคงคิดว่าต่อไปนี้แกคงไม่ต้องเดินร้อนแล้วล่ะ อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมตาแกไม่ไปบวช หรือขอข้าววัดกิน เรื่องนี้พวกเราคุยกันว่า ตาแกยังคงอยากทำงานหาเลี้ยงตัวเอง ไม่อยากจะขออาศัยวัดกิน มีมือมีเท้าก็อยากทำให้เกิดประโยชน์บ้าง

...และ นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ยังมีคนอีกจำนวนมากต้องปาดกัดตีนถีบเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง รู้แบบนี้แล้วทำไมไม่ลองมองย้อนมาดูตัวเอง ว่าวันนี้คุณ "พอเพียง" แค่ไหนกัน ? ทั้งนี้ผู้เล่าประสบการณ์ คิดได้ว่า เขาโชคดีเหลือเกินที่มีกินมีใช้ เกิดมาไม่ลำบาก มีพ่อแม่ มีเงินให้ใช้ แต่หลังจากเจอตาแล้วทำให้เขาคิดได้ว่า ต่อไปนี้เขาต้องรู้จักใช้เงิน รู้คุณค่าของเงินมากขึ้น เผื่อวันหน้าจะได้ไม่ลำบาก



ที่มา :FW Mail

เวลากันาฬิกาแตกต่างแต่เติมเต็ม

http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/24374.jpg

เวลากันาฬิกาแตกต่างแต่เติมเต็ม


แปลกมั๊ย..ใคร ๆ ก็คิดว่าเวลากับนาฬิกาเป็นสิ่งที่คู่กันเสมอจริง ๆ แล้ว มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นซักหน่อย

เวลา... เดินไปข้างหน้า
นาฬิกา.. เดินอยู่ที่เก่า

เวลา.. เราไม่อาจย้อนกลับ
นาฬิกา.. เราหมุนย้อนมันได้

เวลา.. เมื่อสูญเสียไปแล้วไม่อาจเรียกร้องคืน
นาฬิกา.. เสียก็ซ่อม หรือซื้อใหม่ไปเลย

เวลา.. ได้มาฟรีๆ ไม่ต้องแลกกะอะไร
นาฬิกา.. ยิ่งสวยยิ่งแพง ใช้เงินซื้อมันมาทั้งนั้น
แล้วอย่างนี้ มันจะคู่กันได้ยังไง ในเมื่อมันแตกต่างกันเหลือเกิน

แต่ถามหน่อย.. ถ้าไม่มีนาฬิกา จะรู้เวลามั๊ย
หรือถ้ามีแต่นาฬิกา แต่ไม่รู้จักเวลา จะมีประโยชน์อะไร

ถึง 2 สิ่งจะแตกต่างกัน แต่ถ้ามันจะคู่กันแล้ว
ย่อมมีจุดร่วมกันเสมอ เพียงแต่จะมองเห็นมันรึป่าว?

ฉันกับเค้า.. อาจไม่มีอะไรเหมือนกัน

ฉันกับเค้า.. มีความคิด และวิถีชีวิตที่ต่างกัน

ฉันกับเค้า.. อาจเดินกันคนละเส้นทาง

ฉันกับเค้า.. อาจมีความฝันที่ห่างไกลกัน

ฉัน.. อาจเหมือนกับเวลา ที่ชอบเดินไปข้างหน้า  หาสิ่งใหม่ๆที่ท้าทาย โดยทิ้งหลายสิ่งไว้ข้างหลัง

เค้า.. อาจเหมือนกับนาฬิกา ที่ยังเป็นแบบเดิมๆ  ใช้ชีวิตและทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ ในมุมเก่าๆ

ฉันอาจไม่พบกับเค้าเลย ถ้าฉันยังดึงดันจะมองแต่ข้างหน้า

ฉันอาจไม่พบกับเค้าเลย ถ้าฉันไม่มองไปข้างหลัง

เค้ายังไม่เห็นฉัน เพราะเขายังอยู่แบบเดิมๆ

เค้ายังไม่เห็นฉัน เพราะเขายังก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของเขาไป

แต่ฉันยังเฝ้ามอง เฝ้ารอ …  ความแตกต่าง อาจสร้างกำแพงบังเค้าไว้

แต่ฉันยังเชื่อมั่น ว่าซักวัน สิ่งนั้นน่ะแหละ   ที่จะเชื่อมโยงใจเราเข้าหากัน

ความแตกต่าง จะเติมเต็มส่วนที่เราขาดหาย
และสุดท้ายก็จะเหลือเพียงแค่คำว่า..**กันและกัน **


ที่มา : http://www.postsmiles.com/article/

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

เคล็ดลับการนับ

      เคล็ดลับง่ายๆที่ว่านี้เกือบทำเอาทุกคนพลาดเลยครับ คุณลองถามเพื่อนๆดูซิครับว่า  เขานับเลขเป็นหรือเปล่า รับรองเลยว่า ใครๆต้องบอกว่าเป็นแหงๆ ถ้างั้นลองถามต่อว่า
 “ฟังคำถามต่อไปนี้ แล้วตอบทันทีเลย ถามว่า หลังจากเลขชุดนี้แล้วจะเป็นจำนวนใด  เก้าพันเก้าสิบหก เก้าพันเก้าสิบเจ็ด เก้าพันเก้าสิบแปด เก้าพันเก้าสิบเก้า...”
 คุณอาจลองถามตัวเองดูก่นก็ได้ เอ้า ลองซะเดี๋ยวนี้เลย  คุณคิดว่าจำนวนต่อจากเลขชุดนั้นคือจำนวนใด
 ถ้าตอบว่า “หนึ่งหมื่น” ละก็ ลองเขียนจำนวนเหล่านั้นเป็นตัวเลขเรียงตามลำดับ แล้วดูซิว่า  คำตอบที่ถูกต้องคืออะไร (อย่าลืมนะว่า จำนวนแรกไม่ใช่เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบหกนะ)
 การนับเลขถือว่าเป็นคณิตศาสตร์หรือเปล่า
 ใช่แน่นอน แต่ระวังนะ เรื่องเล็กๆน้อยๆต่อไปนี้อาจง่ายเกินไปจนคุณไม่เข้าใจก็ได้
 ถ้าคุณอยากอธิบายให้นักคณิตศาสตร์ฟังว่า “สาม” หมายความว่าอะไร  วิธีจะเข้าใจได้ง่ายที่สุดคือ  นับ หนึ่ง สอง สาม  (ระวังหน่อยนะนักคณิตศาสตร์พันธุ์แท้อาจจะชวนคุณนั่งจิบกาแฟด้วยกัน  และถามว่า  “แล้วหนึ่งกันสองน่ะ หมายถึงอะไร แน่ใจแล้วหรือว่า  เลขเหล่านี้ต้องเรียงกันเช่นนั้นเสมอ  แล้วเลขอะไรมาก่อนเลขหนึ่ง” พูดตรงๆนะ  แม้ว่านักคณิตศาสตร์เป็นคนน่ารัก  แต่ส่วนใหญ่เป็นคนเพี้ยนๆ
 การบวกเขย่าขวัญ
 ไม่ว่าคุณกำลังบวกเลขทีละหนึ่งหน่อย หรือกำลังหาผลรวมของจำนวนมหึมาเป็นพัน เป็นหมื่น  อย่าลืมว่าหลักสำคัญคือ
 การบวกนั้นจะบวกได้เฉพาะสิ่งที่เหมือนกัน
 แต่ก็มีเคล็ดลับอีกอย่างที่เป็นประโยชน์คือ
 ไม่ต้องสนใจเรื่องลำดับ บวกอะไรก่อนหลังได้ทั้งนั้น
 ตัวอย่างเช่น สมมุติว่า คุณอยู่ในอ่างน้ำกับช้าง 4 เชือก แล้วจู่ๆ มีช้างอีก 2 เชือก  กระโดดเข้ามา  คุณคงต้องอาบน้ำร่วมกับช้าง 6 เชือก หรือจะทำอีกวิธีหนึ่งก็ได้ เช่น  สมมุติตอนแรกมีช้างแค่ 2  เชือก จากนั้นจึงมีอีก 4 เชือกกระโดดเข้ามาในอ่างน้ำ  สุดท้ายคุณก็จะได้อาบน้ำกับช้าง 6  เชือกอยู่ดี
 อย่างที่บอกไว้เมื่อกี้ว่า 4 + 2 เหมือนกับ 2 + 4 คือได้ค่าเท่ากับ 6 อย่างไรก็ตาม  ข้อดีอย่างของ  คณิตศาสตร์การบวกเขย่าขวัญ คือ ถ้าคุณไม่เชื่อในสิ่งที่ผมได้ให้ตัวอย่าง  ก็ทดลองทำด้วยตัวเองได้เสมอ คุณจะพบว่าตัวอย่างนี้ใช้ได้ดีทีเดียวละ  แต่คุณอาจเจอปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง คือ ช้างเชือกไหนนั่งทับสบู่อยู่นะ
 สมการที่ไม่เป็นระเบียบ
 เอาละ ถึงเวลาตกแต่งสมการที่ไม่เป็นระเบียบให้ดูดีขึ้นแล้ว จำเคล็ดลับนี้ได้ไหม
 คุณจะต้องปฏิบัติต่อทั้งสองขางของสมการในลักษณะเดียวกัน
 เครื่องหมายดำเนินการใดๆต้องติดอยู่กับตัวเลขที่ตามหลังเสมอ
 ถ้าจะย้ายจำนวนใดไปอีกข้างหนึ่งของสมการ ต้องเปลี่ยนเครื่องหมายด้วย
 เราสลับข้างของสมการได้เสมอ
 เตรียมตัวให้ดีนะครับ เพราะนี่คือสมการที่ไม่เป็นระเบียบ
 5 + 7 – 10 + 12 + 1 = 11 – 6 + 5 - 1 + 6
 สมการนี้มีจำนวนต่างๆมากไป แถมยังมีเครื่องหมายบวกและลบปะปนกัน มาลองดูซิว่า  เราจะจัดการให้เรียบร้อยขึ้นได้บ้างไหม
 คุณอาจลองหาผลรวมของแต่ละข้าง เพื่อตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่  (คุณน่าจะพบว่าทั้งสองข้างมีค่าเท่ากับ 15 ) อย่างไรก็ตามมันน่าจะสนุกกว่านี้  ถ้าเราลดความซับซ้องของสมการก่อน ซึ่งหมายถึง  ทำให้สมการดูดีขึ้นและง่ายต่อการทำโจทย์มากกว่านี้ ก่อนอื่น  เราต้องจัดตัวเลขในแต่ละข้างให้ดูง่ายขึ้น อย่าลืมนะครับว่า  ต้องมีเครื่องหมายติดอยู่หน้าตัวเลขเสมอ
 12 + 1 + 5 + 7 – 10 = 11 + 5 + 6 – 6 – 1
 ช้าก่อน มาฟังข่าวดีเพิ่มเติม
 ใช่แล้ว ข่าวดีจริงๆด้วย เตรียมตัวไชโยได้เลย ทำไมเหรอเพราะเราจัดการให้ +6 และ –6  ที่อยู่ฝั่งเดียวกันมาอยู่ติดกัน ทำให้เรากำจัดมันไปได้
 12 + 1 + 5 + 7 – 10 = 11 + 5 – 1
 ไชโย! ดูง่ายขึ้นแล้วใช่ไหมล่ะ
 ต่อมาสิ่งที่เราสังเกตเห็นคือทั้งสองข้างของสมการมี +5 ออกจากข้างหนึ่ง ก็ต้องเอา +5  ออก  จากอีกข้างหนึ่งด้วยไงคราวนี้ก็จะเหลือ
 12 + 1 + 7 – 10 = 11 – 1
 เยี่ยมยอดไปเลย!
 ถึงตอนนี้คุณจะเห็นว่า ด้านหนึ่งมี +1 และอีกด้านหนึ่งมี -1 เรานำมันออกทั้งสองข้างได้ไหมเนี่ย  ยังไม่ได้นะครับ คุณจะเอาออกได้ก็ต่อเมื่อทั้ง +1 และ –1 อยู่ข้างเดียวกัน ไม่เป็นไร  ลองย้ายตัวเลขไปอยู่ข้างเดียวก่อน(อ๊ะๆ อย่าลืมเปลี่ยนเครื่องหมายด้วยล่ะ) และคุณก็จะไ ด้
 12 + 1 + 1 + 7 – 10 = 11
 อยากทำอะไรอีกไหม ถ้าคุณเป็นคนประเภทไม่ชอบเครื่องหมาลบก็ย้าย –10 ไปอีกฝั่งหนึ่งสิ
 12 + 1 + 1 + 7 = 11 + 10
 แต่บางคนก็ชอบทำให้ข้างหนึ่งของสมการเป็นศูนย์ ซึ้งทำได้โดยย้าย 11 ไปอยู่ข้างหนึ่ง  ก็จะทำให้ข้างขวาไม่เหลืออะไรเลย ยังไงก่อตาม อย่าปล่อยข้างขวาให้โล่ง ไม่งั้นจะดูแปลกอย่างนี้
 12 + 1 + 1 + 7 – 1 0 – 1 1 =
 ใครที่เห็นสมการนี้คงเข้าใจว่า ตอนคุณเขียนสมการ คุณตื่นเต้นขนาดหนักจนต้องไปเข้าห้องน้ำ  ทำให้เขียนสมการไม่เสร็จ ด้วยเหตุนี้เองคุณจึงพบว่า นักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ทั่งหลาย  ไม่จะเป็น  ปิทาโกรัส ยูคลิด เดอ แฟร์มาต์ และออยเลอร์กับสหายนั้น  ไม่เคยถูกเรียกว่าเป็นจอมฉี่รดกางเกง  เพราะพวกเขาจะใส่ศูนย์ในสมการเสมอ อย่างเช่น
 12 + 1 + 1 + 7 – 10 – 11 = 0
 ไม่ว่าคุณจะดัดแปลงหรือทำอะไรกับสมการก็ตาม หารคุณปฏิบัติตาม กฎแล้ว  รับรอง ว่าสมการ  นั้นจะใช้ได้เสมอ

ที่มา : http://k.domaindlx.com/mymath/index5.htm