วาเลนไทน์เดย์

ปฏิทิน

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

" จดหมายถึงความรัก "




http://www.bloggang.com/data/aeytaxi/picture/1228421354.jpg

สวัสดี….ความรัก
ความจริงการเขียนจดหมายถึงเธอ
ก็เปรียบเหมือนเขียนจดหมายถึงคนที่ไม่รู้จักกันดีนัก
โดยเฉพาะกับเธอด้วยแล้ว เวลาเห็นจดหมายฉบับนี้ก็คงงงมากเลย
แน่นอนแหละ ก็เธอไม่เคยแม้แต่จะแวะมาทักทายกับฉันเลยนี่
ผิดกับฉัน....ที่เฝ้าวิ่งตามเธอเพื่อหวังที่จะได้ทำความรู้จักกับเธอสักครั้งหนึ่ง
ก็มีแต่เธอนั่นแหละที่เหมือนจะวิ่งหนีฉัน
ไม่ยอมแม้กระทั่งหันมามามองคนอย่างฉันเลย
ฉันเหนื่อยมากนะกับการวิ่งตามเธอ
เหนื่อย...จนบางครั้งอยากจะหยุด
หยุด...เพียงเพื่อหวังว่าเธอจะหันมาเห็นใจคนอย่างฉันบ้าง…......
...........แต่เปล่าเลย เธอกลับวางเฉย ไม่สนใจฉันเหมือนเคย............
ฉันจึงได้รู้จักเธอแต่เพียงฝ่ายเดียว
ฉันไม่เข้าใจเธอเลย ทำไม...เธอจึงเมินเฉยกับฉันนัก
ฉันจำได้ว่า ฉันไม่เคยมองเธอในแง่ลบเลย
ฉันมองเธอด้วยความชื่นชมเสมอ
เธอคือสิ่งสวยงามที่สุด ที่ใครๆ ก็อยากได้รู้จักกับเธอ
มีหลายต่อหลายคนได้รู้จักกับเธอ
คนเหล่านั้นพูดถึงเธอไว้มากมาย
..... บ้างก็ว่าเธอช่างแสนดี ทำให้ชีวิตของเค้ามีค่า
.....แต่บางคนก็ว่าเธอคือสิ่งที่ทำลายชีวิตเค้าทั้งชีวิต
ฉันไม่เคยเชื่อใคร.........
ฉันรอว่าสักวันหนึ่งฉันจะต้องรู้จักกับเธอด้วยตนเองให้ได้
มีบางครั้ง....ที่ฉันได้เข้าใกล้เธอ
แต่นั่น....ก็เป็นเพียงฉันคิดไปเองเท่านั้น
คิดว่าเธอหยุดรอฉัน ........
เปล่าเลยเธอยังคงห่างไกลจากฉันอยู่......เหลือเกิน
บางทีฉันก็แปลกใจนะ ........
ว่าทำไมกับคนที่เห็นความสำคัญของความรักอย่างฉัน
เธอกลับทำเหมือนมองไม่เห็น มองข้ามอยู่ตลอดเวลา
แต่กับคนบางคนที่เค้าไม่อยากแม้แต่จะหยุดทักทายเธอ ทำความรู้จักกับเธอ
เธอกลับอยากรู้จักกับเค้านักหนา พยายามให้เค้าได้รู้จักในตัวตนของเธอ
ซ้ำบางครั้งเค้าเอ่ยปากไล่เธอไปให้พ้น ..... แต่เธอก็คงอยู่กับเค้า
ยังคงให้ความสนิทสนมกับเค้าครั้งแล้ว...ครั้งเล่า
….......แต่กับฉันเธอกลับวางเฉยได้อย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ เลย
ฉันมันไม่คู่ควรได้รู้จักกับเธอ….....
ฉันอยากรู้จริงๆ เลยว่าเธอใช้อะไรเป็นเครื่องวัดล่ะ
ว่าใครควรได้รู้จักกับเธอ
แล้วฉันคนนี้ล่ะ....จะต้องทำอะไร....อีกสักเท่าไหร่
ฉันจะต้องวิ่งตามเธออีกนานแค่ไหน
ฉันน่ะไม่หวังที่จะได้คำตอบจากเธอหรอก
เพียงแค่อยากจะบอกให้เธอรู้ไว้เท่านั้นเอง ว่า….
ยังมีคนอีกคนหนึ่งนะที่เฝ้าจะได้รู้จักกับเธอ
ก็แค่เตือนเธอเท่านั้นเอง
เผื่อบางทีในบัญชีรายชื่อของเธออาจจะตกชื่อของฉันไปก็ได้นะ
อยากรู้จักกับเธอมากที่สุด

ปล.วันได้ที่ฉันหยุดวิ่งตามเธอ หวังไว้เธอคงหันมาสนใจทักทายฉันบ้าง
และวันใดที่ฉันได้รู้จักกับเธอ
วันนั้นฉันจะเขียนจดหมายพร้อมของขวัญกล่องใหญ่ไปให้นะจ๊ะ
จากคนที่เฝ้อคอย..................ความรัก



ที่มา: http://www.postsmiles.com/article
 
เทคนิคการมองโลกในแง่ดี

Image

คนไทยสมัยนี้เครียดกันง่ายจัง วันๆ หนึ่งต้องพบกับความทุกข์ใจ ไม่สบายใจ กังวลใจ กันหลายๆ ครั้ง ไม่ เหมือนกับคนไทยสมัยโบราณที่กว่าจะเกิดความเครียดขึ้นมาได้ โน่น..ต้องมีเสือบุกเข้ามากินวัว โจรบุกเข้ามาปล้น ถึงจะเกิดความเครียดกันทีหนึ่ง เรียกว่าวันๆ หนึ่งแทบจะไม่รู้จักความเครียดกันเลย ใบหน้าคนไทยสมัยก่อนจึงมีแต่รอยยิ้ม พวกฝรั่งซึ่งเป็นคนมาจากวัฒนธรรมอื่นมาเห็นเข้าพากันแปลกใจว่าทำไมคนไทย อารมณ์ดีกันจัง ก็เลยตั้งชื่อว่าให้ว่า "สยามเมืองยิ้ม"
นอก จากนี้คนไทยยังมีวิธีคิดที่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา ให้รู้จักคิดปล่อยวาง คิดให้สบายใจ ในยามที่ต้องพบกับปัญหาหนักๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันนี้ยังเหลือร่องรอยวิธีคิดเหล่านี้อยู่ในนิสัยคนไทยทั่วๆ ไปบ้าง แต่บางคนก็ลืมไปแล้ว หรือคนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จัก วันนี้เครือข่ายฯจึงขอนำวิธีคิดเหล่านี้นำมาปรับปรุงแก้ไขให้มีความเป็นพุทธ และ ให้มีความทันสมัย เหมาะกับคนยุคปัจจุบันมากขึ้น นำเสนอเป็นเทคนิควิธีคิดมองโลกในแง่ดีสำหรับคนยุคไอที ดังต่อไปนี้

ยามพบอุปสรรคในการทำงาน
ไม่ เป็นไร..เอาใหม่ : คำพูดนี้สำคัญมากครับ เอาไว้ใช้อุทาน เวลาท่านต้องประสบกับปัญหาความล้มเหลวในการทำงานหรือ เจอข้อผิดพลาดอะไรขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน หรือ เวลาเพื่อนร่วมงานทำงานผิดพลาด คำพูดนี้จะเป็นเครื่องปลอบใจและให้กำลังใจได้เป็นอย่างดี คำว่า "ไม่เป็นไร" เป็นคำที่ทำให้จิตใจปล่อยวางจากปัญหา ไม่ถูกบีบคั้นจากปัญหา คำว่า "เอาใหม่" เป็น คำพูดที่ปลุกคุณธรรมข้อ "วิริยะ" แปลว่า เพียรสู้งาน ปลุกใจให้เราคิดสู้ปัญหา ไม่ท้อถอย

ยามพบกับเหตุการณ์ร้ายที่ไม่พึงปรารถนา
โชคดีนะเนี่ย : ไม่ว่าคุณเจอะเจอกับความทุกข์กายทุกข์ใจอะไรในชีวิตประจำวัน ให้คิดเสียว่าสิ่งเลวร้ายที่เราต้องประสบทุกๆ ครั้ง มันไม่ได้ร้ายกาจจนถึงที่สุดแม้สักอย่างเดียว มันเป็นความ"โชคดี"ของเราจริงๆ ที่ไม่เจอหนักกว่านี้
ยกตัวอย่าง
เดินหัวชนเสาหัวปูด อุทานว่า "อูย ! ..โชคดีนะเรา หัวยังไม่แตก" 
โดนตัดเงินเดือน พูดกับตัวเองว่า "เขาไม่ไล่เราออก ก็บุญแล้ว ถือว่ายังโชคดีนะเนี่ย" 
ทำกาแฟร้อนๆ หกรดขากางเกง พูดกับตัวเองว่า "เหอ..ๆ โชคดี ที่มันไม่หกรดเป้ากางเกงเรา"

ยามมีปัญหากับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
เขา ยังดีนะ : เวลาคุณมีปัญหากับเพื่อนมนุษย์ เช่นเพื่อนร่วมงาน คนข้างบ้าน ฯลฯ เช่น บางคนอาจจะทำงานไม่ถูกใจ บางคนอาจจะทำอะไรผิดใจคุณ หรือ บางคนอาจจะมีเจตนาไม่ดีกับคุณ ให้คิดเช่นเดียวกันว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันก็ยัง ไม่ได้ร้ายกาจถึงที่สุดกับคุณแต่อย่างใด มันยังมีแง่ดีๆ ให้เราคิดถึงเขาอยู่เสมอ
ยกตัวอย่าง
คนข้างบ้านนินทาเรา เราก็บอกกับตัวเองว่า โอ้... นี่เขายังดีนะที่ไม่ถึงกับมาดักทำร้ายเรา 
มีคนมาขโมยปากกาที่โต๊ะทำงานเราไป เราก็คิดว่า เจ้าขโมยนี่ยังดี ที่ไม่ยกเครื่องคอมพ์เราไป 
สาวหักอก เราก็คิดว่า เธอยังดีนะเนี่ย ที่ไม่ควงคู่แข่งมาเย้ยเราให้เจ็บใจหนักไปกว่านี้ 
เพื่อนร่วมงานเอาเปรียบ เราก็คิดว่า เขาก็ยังดีที่ไม่ใส่ร้ายป้ายสีเราข้างหลัง

เทคนิคคิดเมื่อเจอปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
เอ๊ะ...! ตรงนี้เราได้อะไร : เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้จิตตั้งแง่คิดเพื่อมุ่งหาความรู้ทันทีที่ได้พบกับ ปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน อาทิเช่น นาย ก. เดินตกท่อ ขาแข้งถลอก นาย ก. ทั้งๆ ที่เจ็บปวด กลับตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่า เราเดินตกท่อตรงนี้ เราได้อะไร ! เท่านั้นเองคำตอบต่างๆ ก็พรั่งพรูออกมามากมาย อาทิเช่น
. เราได้ดูแลรักษาตัวเองอีกแล้วดีจัง ไม่ได้ดูแลตัวเองมานาน 
. เราได้บทเรียนซาบซึ้งกับคำว่า "อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง" 
(เคยเดินมาดีๆ ทุกวัน วันนี้ใครกันดันมาเปิดฝาท่อ)
. มันทำให้เราได้ไอเดียเกี่ยวการทาแถบสีสะท้อนแสงตรงขอบท่อ เพื่อคนจะได้สังเกตเห็นได้แต่ไกลๆ
วิธี คิดเช่นนี้จะทำให้เรารู้สึกเลยว่า ชีวิตนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย คือ แม้ว่าเราจะพบกับสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาก็ตาม แต่ถ้าหากว่าเรารู้จักตั้งคำถามเช่นนี้เป็นนิสัย เราก็จะได้สิ่งที่ดีๆ มากมายจนบางครั้งเราอาจจะต้องนึกขอบคุณที่ได้เจอกับปัญหาบ่อยๆ เลยทีเดียว
ยัง มีวิธีคิดมองโลกในแง่ดีอีกมากมายหลายวิธี ซึ่งเครือข่ายชาวพุทธกำลังค้นคว้าหาข้อมูลจากพระไตรปิฎก เพื่อประยุกต์เป็นวิธีคิดนำมาเสนอท่านโอกาสต่อไป อย่าลืมติดตามตอนที่ ๒ เร็วๆ นี้นะครับ สวัสดี

.......................................................

บทความ ความรัก

บทความ ความรัก แค่...ความผูกพัน
 

 
วันนี้ เราอาจรู้สึกผูกพันต่อสิ่งหนึ่ง จนคิดว่าเราขาดไม่ได้... 
แต่เวลาจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป
 
สักวันเราจะรู้ว่า สิ่งที่เราผูกพันในวันนี้
 
เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เติมชีวิตเรา ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต

วันหนึ่ง หากเรามีโอกาสได้เจอสิ่งที่ถูกใจสิ่งใหม่ที่เราคิดว่าเราพึงใจ..ปรารถนา..ต้องการ..ขาดไม่ได้
 
เราก็จะเริ่มผูกพันกับสิ่งใหม่ได้ในเวลาไม่นานนัก

เวลา.. จะสอนเราเองว่า ความผูกพันกับสิ่งใดๆในช่วงเวลาหนึ่ง
 
จะเป็นความสุขในช่วงเวลานั้นๆ
อย่าได้ไปยึดติด อย่าได้ไปใช้ชีวิตทั้งชีวิตลุ่มหลง
 
คิดเสียว่าเราโชคดีที่มีโอกาสได้ผูกพันกับสิ่งที่เรารัก

ความผูกพันก็เหมือนกับความรัก
 หรืออาจจะเป็นผลพวงที่มาจากความรัก หากเรารักใครคนใดคนหนึ่งมาก เราก็จะรู้สึกว่าผูกพันมาก 
แต่ความผูกพันที่ว่า ไม่ได้หมายถึงการหยุดตัวเองไว้กับสิ่งนั้นๆ
 
เพราะคนเราทุกคนย่อมผูกพันกับหลายๆสิ่ง

เปรียบเสมือน เรามีแก้วนำอยู่หนึ่งใบ
ในยามเช้า...เราอาจต้องใช้แก้วใบนี้ดื่มนม
พออากาศร้อนหน่อย...เราอาจต้องการน้ำเย็นๆ
บางครั้งที่เราไม่สบาย...เราอาจต้องการน้ำอุ่น

ใจเราก็เหมือนกับแก้วน้ำ...
ต้องเติมสิ่งต่างๆ ในเวลาที่แตกต่างกัน ตามความเหมาะสม

หากเราเติมน้ำเย็นลงไปในแก้วน้ำ
แล้วเติมน้ำร้อนลงไปในทันที ในแก้วใบเดียวกัน
แก้วใบนั้น..ก็จะร้าว..เริ่มแตก ซึ่งก็เหมือนกับใจเรา...

ความผูกพันต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในช่วงเวลาหนึ่งนั้น..ไม่ผิด
 
ถ้าเราค่อยๆปรับใจ..ปรับตัวของเราเอง..
ให้กลับคืนในเวลาที่ควร เพราะอย่างน้อยที่สุด..เราก็มีโอกาสได้ผูกพัน
 
ซึ่งก็เหมือนเรามีโอกาสได้รักนั่นเอง

ถ้าคุณมีความสุขที่เห็นเค้าเดินกับคนอื่น... คือ
 ความรัก
ถ้าคุณเศร้า..เหงา..คิดถึงเค้า..อยากเจอ..อยากพูดคุย... คือ
 ความรัก

ถ้าคุณร้อนรนที่เค้าอยู่กับใครๆที่ไม่ใช่คุณ... คือ ความใคร่
อยากเก็บไว้เป็นเจ้าของคนเดียว

ถ้าคุณเมามาย..เค้าลูบหลังไหล่..ดูแล... คือ
 ความรักที่บริสุทธิ์ใจ
ถ้าคุณเมามาย..เค้ากอดและสัมผัสร่างกาย... คือ ความใคร่จากเค้าของคุณ

ถ้าคุณเข้าหา.. แต่เค้าหนี... ... คือ ความใคร่ ที่หมดเยื่อใยแล้ว
ถ้าคุณหนี.. แต่เขาวิ่งตามมา... ... คือ
 ความรัก ที่ยังไม่มีจุดจบ

ถ้าคุณร้องไห้ให้กับคนที่ไม่มีเยื่อใยในตัวคุณ...
 
คุณคือ คนโง่ และบ้า อย่างน่าอาย

แต่ถ้าคุณพอใจ..จงรัก..และมอบความรักให้กับเค้า...
 
แม้มันจะไม่กลับมาหาคุณก็ตาม


จงดีใจที่ได้รักซะวันนี้.. ดีกว่าที่จะมานั่งเสียใจในวันหน้า
จงภูมิใจที่มีความใคร่.. เสน่หา
เพราะมันจะไม่ย้อนกลับมาหาอีกต่อไป...


 

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อาหารออร์แกนิก

อาหารออร์แกนิกเพื่อสุขภาพ

แอปเปิ้ล

อาหารออร์แกนิกเพื่อสุขภาพ (ไอเอ็นเอ็น)

         ทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันคนเรามีความเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีมากกว่า 15,000 ชนิด ทั้งจากอาหาร น้ำดื่ม อากาศ สิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสารพิษ ทั้งพิษจากโลหะหนัก สารตะกั่ว พลาสติก กระบวนการปิโตรเคมี ภาชนะที่ใส่อาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย

         ด้วยพิษภัยของสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารและสิ่งแวดล้อม ทำให้ร่างกายกลายเป็นแหล่งสะสมสารพิษ และส่งผลให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ อาทิ ออทิสติก หอบหืด ภูมิต้านทานบกพร่อง โรคระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท โรคผิวหนัง อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ รวมไปถึงโรคมะเร็ง ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการจากสภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน อาหารออร์แกนิกจึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของคนรักสุขภาพ เพราะเป็นอาหารจากธรรมชาติเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง

         ปัจจุบัน ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าสิ่งแวดล้อมส่งผลต่อสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด โดยดูจากอัตราการเกิดโรคและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น เทียบกับ 20 ปีที่ผ่านมา เด็กอเมริกันทุกวันนี้เป็นโรคมะเร็ง ออทิสติก และหอบหืดเพิ่มมากขึ้น โดยอัตราส่วนของเด็กที่เป็นออทิสติกเพิ่มขึ้น จาก 1 : 2,000 คน เป็น 1 : 66 คน

         จากตัวเลขดังกล่าวข้างต้นบอกได้ว่า พิษภัยของสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารและสิ่งแวดล้อม ทำให้ร่างกายเป็นแหล่งสะสมสารพิษ ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น และจนมาถึงช่วงของการตั้งครรภ์ ซึ่งถ้าหากคุณแม่มีสารพิษสะสมอยู่ในร่างกายและตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะมดลูก สารพิษเหล่านั้นก็ส่งผลต่อทารกในครรภ์ด้วยและการที่คุณแม่ได้รับสารพิษพวกนี้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากๆ ก็จะทำให้มีพิษในเลือดปริมาณที่สูง พิษเหล่านี้อาจไปทำปฏิกิริยาหรือส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารก ในครรภ์ได้

         แต่หากคุณแม่มีการดูแลร่างกายตั้งแต่ก่อนและขณะตั้งครรภ์ โดยมีการล้างพิษออกจากร่างกาย ด้วยวิธีการที่ได้รับการรับรองจากการแพทย์ เพื่อกำจัดสารพิษที่ตกค้างในร่างกายเพื่อให้ร่างกายสะอาด ด้วยการรับประทานอาหารออร์แกนิกตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ความเสี่ยงต่อโรคทั้งหลาย เช่น ออทิสติก หอบหืด ภูมิต้านทานบกพร่อง มะเร็ง ที่จะเกิดขึ้นกับลูกน้อยก็จะลดน้อยลงและตัวคุณแม่ก็จะแข็งแรงด้วยเช่นกัน

         สำหรับ Organic Food (อาหารออร์แกนิก) หรือ อาหารเกษตรอินทรีย์ คือ อาหารที่ผ่านการผลิตทางการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี รวมทั้งเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ตัดต่อทางพันธุกรรม หรือวัตถุสังเคราะห์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และสารเคมีกำจัดวัชพืช โดยจะต้องมีการเตรียมหน้าดินก่อนการปลูกโดยวิธีธรรมชาติ คือ ต้องทำให้ปลอดสารพิษไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยชุมชนชาวนาเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย ทุกขั้นตอนการปลูกและการแปรรูป อยู่ในมาตรฐานที่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานต่างๆ
         นอกจากนี้ปัจจัยการผลิตอาหารต้องมีการอนุรักษ์ดินและแหล่งน้ำโดยวิธีการที่ ยั่งยืนและปลอดภัย 100% เรียกได้ว่าเป็นพืชผักที่โตมาแบบวงจรธรรมชาติ ดังนั้นผลผลิตที่ได้จึงเป็นผลผลิตที่มาจากการเจริญเติบโตตามธรรมชาติอย่าง แท้จริง มีกลิ่นหอมตามแบบธรรมชาติ รสชาติดี มีวิตามินและเกลือแร่ครบถ้วน ส่วนปศุสัตว์แบบออร์แกนิกก็จะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยงสัตว์จะมีอิสระ วิ่งได้ตามธรรมชาติ อาหารที่ใช้ในการเลี้ยงจะไม่มีสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงเจือปน และจะไม่มีการให้อาหารสำเร็จรูป

         ผลิตภัณฑ์ของออร์แกนิกนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ตามสัดส่วนของวัตถุดิบและส่วนผสมซึ่งเกิดจากการเพาะปลูกด้วยกระบวนการออร์แกนิก นับตั้งแต่ 75-100 เปอร์เซ็นต์ โดยการควบคุมและตรวจสอบมาตรฐานขององค์กรออร์แกนิกที่ได้รับการยอมรับ จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกนั้นมีราคาสูงกว่า ผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน เพราะต้นทุนการผลิตที่สูงและข้อจำกัดในการควบคุมคุณภาพ จึงไม่สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกได้ในปริมาณมากเช่นเดียวกับการผลิต สินค้าอุตสาหกรรมในสังคมปัจจุบัน

         แต่ด้วยสภาวะแวดล้อมในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยมลพิษและสารพิษที่ส่งผลต่อทั้ง ร่างกายและจิตใจ ทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาหารออร์แกนิกเข้ามาเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของคนไทยมากขึ้น ด้วยกระบวนการควบคุมคุณภาพอาหารที่มีความปลอดภัยเต็มที่ อาหารออร์แกนิกจึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มคนที่รักสุขภาพ และจากผลการวิจัยจำนวน 41 ชิ้นโดย The Soil Association ประเทศอังกฤษ ในปี 2544 พบว่าพืชที่ปลูกโดยวิธีออร์แกนิกจะมีวิตามินซีที่มีสูงกว่าอาหารทั่วไปถึง 27% ธาตุเหล็กสูงกว่า 21 % และสารแมงกานีสสูงกว่าถึง 29 % เลยทีเดียว

         นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์และเปรียบเทียบคุณค่าสารอาหาร ระหว่างอาหารออร์แกนิก (หรือพืชผักผลไม้ที่ปลูกตามธรรมชาติ) และอาหารในซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป ทดสอบโดยใช้ แอปเปิ้ล , มันฝรั่ง, ลูกแพร์, ข้าวสาลี, ข้าวโพด มีการใช้ตัวอย่างสำหรับการทดสอบในแต่ละครั้ง โดยใช้ตัวอย่างทดสอบกลุ่มละ 15 ผล (หรือชิ้น) วิเคราะห์และเปรียบเทียบ โดยวัดปริมาณแร่ธาตุสารอาหารเฉลี่ยต่อน้ำหนักพบว่า ปริมาณแร่ธาตุในอาหารออร์แกนิก มีมากกว่าอาหารทั่วไปในซุปเปอร์มาเก็ต ดังนี้ แคลเซียมมากกว่า 63% โครเมียมมากกว่า 78% เหล็กมากกว่า 73% แม็กนีเซียมมากกว่า 118% โมลิบดีนัม มากกว่า 178% ฟอสฟอรัสมากกว่า 91% โปตัสเซียมมากกว่า 125% สังกะสีมากกว่า 60% และยังพบว่า สารปรอท ซึ่งเป็นสารพิษที่พบในอาหารทั่วไปในปริมาณที่ค่อนข้างสูง กลับพบในอาหารออร์แกนิกน้อยกว่าอาหารทั่วไปถึง 29%

         อย่างไรก็ตาม อาหารออร์แกนิกมิใช่อาหารที่สะอาดบริสุทธิ์โดยปราศจากสิ่งเจือปน หรือสิ่งแปลกปลอมใดๆ หากแต่มีสารเจือปนซึ่งเป็นธรรมชาติ อย่าง แบคทีเรีย แต่ไม่ใช่สารแปลกปลอมที่เกิดจากการสังเคราะห์โดยมนุษย์ เพราะสิ่งแปลกปลอมตามธรรมชาติจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้ทำงานตาม ปกติในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย รวมทั้งแบคทีเรียบางประเภทยังช่วยให้ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายเป็นไปอย่างสมดุล
         ดังนั้นการรับประทานอาหารออร์แกนิก นอกจากจะเป็นอาหารที่ช่วยต้านโรคต่างๆ อาทิ มะเร็ง ภูมิแพ้ และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองแล้ว ยังทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดีในปริมาณที่สูงกว่าอาหารทั่วไป เนื่องจากคุณค่าของอาหารยังคงความสมบูรณ์ และสดนานกว่าอาหารทั่วไป แม้ว่าทั้งอาหารและผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคออร์แกนิกจะมีราคาสูง แต่หากการตัดสินใจของคุณอยู่บนพื้นฐานของการสร้างสุขภาพที่ดี และการคืนสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ให้กับธรรมชาติ อาหารออร์แกนิกจึงน่าจะเป็นคำตอบที่ลงตัว และคุ้มค่าสำหรับคุณและครอบครัวของคุณได้เป็นอย่างดีทีเดียว



อาหารเพื่อสุขภาพ

อาหารอร่อย...เหมาะกับวัย

          ดร.ชนิดา ปโชติการ อุปนายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้คนเรากินอาหารไม่เหมาะกับช่วงอายุ เช่น คนหนุ่มสาววัยเติบโต กลับกินน้อย สาเหตุกลัวอ้วนเป็นอันดับหนึ่ง วัยเด็กที่ควรได้รับสารอาหารเต็มที่ แต่ถ้ากินไม่ถูก กินไม่พอเพียงจะทำให้ร่างกายเป็นโรคขาดสารอาหารได้ คนวัยผู้ใหญ่กลับกินมากเกินไป ผลคือน้ำหนักเพิ่ม ไขมันถามหา แล้วตามด้วยโรคภัยที่มากับการกินเกิน
 
          จากประสบการณ์ที่ทำงานร่วมกับนักโภชนาการในโรงพยาบาล พบว่า การกินของคนไทยแต่ก่อนที่เคยเป็นปัญหาเรื่องโรคขาดสารอาหาร ในชนบทที่ห่างไกลหรือคนที่อยู่ไกลทะเล ประสบปัญหาขาดธาตุไอโอดีน ตอนนี้ปัญหาที่ว่าเบาบางลงไปแล้ว แต่ปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นคือคนเราทุกวันนี้เป็นโรคไม่ติดต่อกันมากขึ้น โรคภัยที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เป็นโรคที่เกิดจากการกิน เช่น วัยผู้ใหญ่เกิดโรคเกี่ยวกับความดันโลหิต ไขมัน และเบาหวานเพิ่มขึ้น ส่วนเด็กมีภาวะโรคอ้วน สืบเนื่องจากการกินไม่ถูกวิธีและพฤติกรรมที่กินเยอะเกินไป ออกกำลังกายน้อยเกินไป

          ปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่ไม่ว่าไปถามหมอจากโรงพยาบาลไหน มักได้คำตอบเหมือนกันคือ โรคยอดนิยมอันดับหนึ่งคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้ร่างกายเจ็บป่วยเป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ โรคมะเร็ง ตามด้วยเบาหวาน ซึ่งนักโภชนาการและแพทย์ ระบุว่าเป็นโรคที่เกิดจากการกระทำ คือการกินผิดนั่นเอง การกินเป็นพฤติกรรมเสี่ยงอย่างหนึ่ง ที่ถ้าทำต่อเนื่องไม่เกิดผลดีแน่ เพราะทำให้เกิดโรคไม่ติดเชื้อเรื้อรัง สะสมให้เกิดโรคร้ายหรือมีอัตราเสี่ยงสูงในอนาคต

          ดังนั้น การหากฎเกณฑ์มากำหนดอาหารของคนแต่ละช่วงวัย เป็นเรื่องสำคัญ เพราะครอบครัวหนึ่งประกอบด้วยคนหลายรุ่น มีวัยเด็ก ผู้ใหญ่ วัยชรา กินอาหารหม้อเดียวกันก็ใช่ว่าควรกิน "กับข้าว" หรือการประกอบอาหารสูตรเดียวกัน สมัยก่อนผู้ใหญ่มักไม่กังวลกับอาหารวัยเด็ก เพราะเด็ก ๆ กำลังเจริญเติบโต กินอะไรก็ได้ก็ไม่อ้วน แต่เด็กยุคใหม่อ้วน ออกกำลังกายน้อย ติดคอมพิวเตอร์ ไม่ออกกำลังกาย บ้านไหนมีเด็ก ๆ นอกจากให้เขารู้จักเลือกกินอย่างเหมาะสมแล้ว ต้องกระตุ้นให้เด็กออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกาย เช่น มีลูกหลานในบ้านใช้ให้หยิบของให้ เดินขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ ได้

          เด็กจะได้เคลื่อนไหวร่างกาย กล้ามเนื้อได้ใช้สมวัย สมกับที่เขากินพิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ กินไขมัน กินคาร์โบไฮเดรต แล้วร่างกายได้ใช้เต็มที่ วัยเด็กต้องดื่มน้ำให้เพียงพอด้วย เพราะเด็กเคลื่อนไหวร่างกายมาก ชอบวิ่ง เมื่อวิ่งแล้วเหงื่อออก ร่างกายสูญเสียน้ำ เสียเกลือแร่ เด็กจึงต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ ส่วนผู้ใหญ่ถ้าต้องไปกินพิซซ่ากับลูกกับหลาน คนวัยผู้ใหญ่จะกินอะไร ดร.ชนิดา แนะนำว่า คนรุ่นปู่ย่า หรือคุณพ่อคุณแม่ ไปไหน ๆ กับลูกหลานได้ กินพิซซ่าก็ได้ แต่ขอจำกัดเพียง 1 ชิ้น แล้วเลือกสลัดผักแทน เด็ก ๆ สั่งน้ำอัดลม ผู้ใหญ่กินน้ำเปล่า เด็กกินไอศกรีม ผู้ใหญ่เลือกโยเกิร์ตหรือไอศกรีมเชอร์เบท ข้อจำกัดเรื่องร้านอาหารไม่มี แต่มีเงื่อนไขเรื่องเมนูอาหาร

          ในทางโภชนาการมี "ธงโภชนาการ" สำหรับคนวัยทั่วไป ดังนั้นคนวัยผู้ใหญ่เข้าขั้นผู้สูงอายุก็มี "ธง" สำหรับคนวัยนี้ด้วยเช่น ธงของเด็กหรือพีระมิดอาหารและคนวัยเติบโตเน้นอาหารให้พลังงานสูง คาร์โบไฮเดรต โปรตีน เป็นฐานอยู่ชั้นล่าง แต่พีระมิดผู้ใหญ่เน้นกินผักหลายสี ดื่มน้ำเยอะ ลดไขมันและน้ำตาล เป็นต้น โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่มัชฌิมวัย พีระมิดอาหารเหมือนกลับกัน และต้องรวมการออกกำลังกายและการควบคุมอารมณ์ ท่องให้ได้ 3 อ. จัดอย่างสมดุลคือ อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์

ยินดีต้อนรับ

ยินดีต้อนรับสู้ Blogger  TAK 3 Med MED